คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6428/2559 ฉบับเต็ม

#604333
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6428/2559 นายสุระสิงห์ ธนน้อย กับพวก โจทก์ นายจริน โตสวัสดิ์ โดยนางสาวรพีพร อาบสุวรรณ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก จำเลย บริษัทศรีอยุธยาเจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 374, มาตรา 887 ป.วิ.พ. มาตรา 24 การขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายจะขอได้เฉพาะในคดีที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จะมาขอในชั้นฎีกาไม่ได้ จำเลยที่ 2 มีข้อตกลงตามสัญญาเช่ารถยนต์คันเกิดเหตุกับโจทก์ที่ 3 ที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เกี่ยวข้องกรณีรถยนต์คันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุทุกกรณีด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นความคุ้มครองแก่ผู้เกี่ยวข้องหรือโจทก์ที่ 3 ตามสัญญาเช่ารถยนต์ ตามสัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 12 ระบุไว้ว่า ผู้ให้เช่ารถยนต์ตกลงว่ารถยนต์จะได้รับความคุ้มครองโดยการประกันภัยแบบครบวงจรด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ให้เช่าเอง และได้กำหนดตารางรายละเอียดความคุ้มครองและขีดจำกัดการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้ สัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 12 ดังกล่าว คือข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ที่ 3 เป็นสัญญาต่างตอบแทนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จึงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวคือจัดทำสัญญาประกันภัยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน ข้อ 12 จำเลยที่ 2 ได้จัดทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าไว้กับบริษัท ธ. และบริษัทผู้รับประกันภัยดังกล่าวได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ยังไม่ครบตามเงื่อนไขข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สัญญารับผิดชดใช้เงินตามข้อตกลงข้อ 12 ส่วนที่เกินจากที่บริษัท ธ. จ่ายแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,627,606.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,394,251.29 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวรพีพรทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทศรีอยุธยาเจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 3,394,251.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มกราคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 ให้นางสาวรพีพร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ทั้งนี้นางสาวรพีพรไม่ต้องร่วมรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ที่ตกทอดแก่ตน และจำเลยร่วมไม่ต้องร่วมรับผิดในต้นเงินต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เกินกว่าคนละ 100,000 บาท กับให้นางสาวรพีพร จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามเฉพาะค่าขึ้นศาลให้นางสาวรพีพร จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 17 มกราคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในต้นเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่เกินคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชนะคดีในศาลชั้นต้น โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้นางสาวรพีพรชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 3 นั้น เห็นว่า การขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายจะขอได้เฉพาะในคดีที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จะมาขอในชั้นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ว่าจ้างโจทก์ที่ 3 ให้ดำเนินการก่อสร้างตามโครงการปรับปรุงทางรถไฟระยะที่ 5 สายตะวันออกเฉียงเหนือ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นพนักงานของบริษัทที่ปรึกษาและควบคุมการก่อสร้างงานโครงการดังกล่าวโดยโจทก์ที่ 3 มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินงานจนแล้วเสร็จ และโจทก์ที่ 3 ยังมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสนับสนุน อำนวยความสะดวก ประกันภัย และสวัสดิการให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากการรถไฟแห่งประเทศไทยให้มีอำนาจตรวจสอบ อนุมัติงาน และจ่ายเงินค่างานตามปริมาณงานในโครงการฯ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บท 7122 ชัยภูมิ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร จำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บท 7122 ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 โจทก์ที่ 3 เช่ารถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 เดิมจำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ญฬ 6030 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามสัญญา แต่เกิดปัญหาขัดข้อง จำเลยที่ 2 จึงเปลี่ยนรถยนต์กระบะให้ใหม่เป็นรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา นายอนุกูล พนักงานของโจทก์ที่ 3 ขับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร มีโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนางสาวศศิธร โดยสารมาในรถไปตามถนนสุรนารายณ์ จากอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา มุ่งหน้าไปอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อขับไปถึงบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านโคกเริงรมย์ ตำบลโคกเริงรมย์ อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ เกิดเหตุชนกับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บท 7122 ชัยภูมิ ที่จำเลยที่ 1 ขับสวนมาโดยมีนางสาวรพีพร นางสาวจริญญาพรและหลานอีกคนหนึ่งโดยสารมาในรถ เป็นเหตุให้รถยนต์กระบะทั้งสองคันได้รับความเสียหาย และผู้โดยสารมาในรถยนต์กระบะทั้งสองคันได้รับบาดเจ็บสาหัส มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 12 ระบุไว้ว่า ผู้ให้เช่ารถยนต์ตกลงว่ารถยนต์จะได้รับความคุ้มครองโดยการประกันภัยแบบครบวงจรด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ให้เช่าเอง และได้กำหนดตารางรายละเอียดความคุ้มครองและขีดจำกัดการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้ สัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 12 ดังกล่าว คือข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ที่ 3 เป็นสัญญาต่างตอบแทนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จึงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวคือ จัดทำสัญญาประกันภัยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อ 12 เมื่อพิจารณาเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าวมีระบุไว้ในข้อ 3 ว่า ความคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุต่อบุคคลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารและระบุขีดจำกัดการชดใช้เงิน (ไม่เกิน) ไว้ 500,000 บาท ต่อคน (สูงสุดไม่เกิน 5 คน) ข้อ 4 ค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นวงเงินสูงสุดโดยระบุขีดจำกัดการชดใช้ (ไม่เกิน) 100,000 บาท ต่อคน ตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ 2 ได้จัดทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าไว้กับบริษัทธนชาติประกันภัย จำกัด แล้ว และบริษัทผู้รับประกันภัยดังกล่าวได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปคนละ 250,000 บาท แต่ยังไม่ครบตามเงื่อนไขข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สัญญารับผิดชดใช้เงินตามข้อตกลง ข้อ 12 ตารางความคุ้มครองข้อ 3 และข้อ 4 ส่วนที่เกินจากที่บริษัทธนชาตประกันภัย จำกัด จ่ายแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปอีกคนละ 350,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 700,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พีรพล พิชยวัฒน์-สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย-ธีระ เบญจรัศมีโรจน์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายทองพูน ตันอมาตยรัตน์ ศาลอุทธรณ์ - นายไชยผล สุรวงษ์สิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.584/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ117/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ543/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604333
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายทองพูน ตันอมาตยรัตน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายไชยผล สุรวงษ์สิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081963175"
    }
}
date
2559
deka_no
6428/2559
deka_running_no
6428
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย",
    "ธีระ เบญจรัศมีโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 374",
            "ม. 887"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 24"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุระสิงห์ ธนน้อย กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายจริน โตสวัสดิ์ โดยนางสาวรพีพร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "อาบสุวรรณ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทศรีอยุธยาเจนเนอรัล ประกันภัย"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,627,606.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,394,251.29 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวรพีพรทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทศรีอยุธยาเจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 3,394,251.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มกราคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 ให้นางสาวรพีพร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ทั้งนี้นางสาวรพีพรไม่ต้องร่วมรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ที่ตกทอดแก่ตน และจำเลยร่วมไม่ต้องร่วมรับผิดในต้นเงินต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เกินกว่าคนละ 100,000 บาท กับให้นางสาวรพีพร จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามเฉพาะค่าขึ้นศาลให้นางสาวรพีพร จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 17 มกราคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในต้นเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่เกินคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชนะคดีในศาลชั้นต้น โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้นางสาวรพีพรชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 3 นั้น เห็นว่า การขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายจะขอได้เฉพาะในคดีที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จะมาขอในชั้นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ว่าจ้างโจทก์ที่ 3 ให้ดำเนินการก่อสร้างตามโครงการปรับปรุงทางรถไฟระยะที่ 5 สายตะวันออกเฉียงเหนือ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นพนักงานของบริษัทที่ปรึกษาและควบคุมการก่อสร้างงานโครงการดังกล่าวโดยโจทก์ที่ 3 มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินงานจนแล้วเสร็จ และโจทก์ที่ 3 ยังมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสนับสนุน อำนวยความสะดวก ประกันภัย และสวัสดิการให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากการรถไฟแห่งประเทศไทยให้มีอำนาจตรวจสอบ อนุมัติงาน และจ่ายเงินค่างานตามปริมาณงานในโครงการฯ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บท 7122 ชัยภูมิ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร จำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บท 7122 ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 โจทก์ที่ 3 เช่ารถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 เดิมจำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ญฬ 6030 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามสัญญา แต่เกิดปัญหาขัดข้อง จำเลยที่ 2 จึงเปลี่ยนรถยนต์กระบะให้ใหม่เป็นรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา นายอนุกูล พนักงานของโจทก์ที่ 3 ขับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร มีโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนางสาวศศิธร โดยสารมาในรถไปตามถนนสุรนารายณ์ จากอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา มุ่งหน้าไปอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อขับไปถึงบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านโคกเริงรมย์ ตำบลโคกเริงรมย์ อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ เกิดเหตุชนกับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บท 7122 ชัยภูมิ ที่จำเลยที่ 1 ขับสวนมาโดยมีนางสาวรพีพร นางสาวจริญญาพรและหลานอีกคนหนึ่งโดยสารมาในรถ เป็นเหตุให้รถยนต์กระบะทั้งสองคันได้รับความเสียหาย และผู้โดยสารมาในรถยนต์กระบะทั้งสองคันได้รับบาดเจ็บสาหัส

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 12 ระบุไว้ว่า ผู้ให้เช่ารถยนต์ตกลงว่ารถยนต์จะได้รับความคุ้มครองโดยการประกันภัยแบบครบวงจรด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ให้เช่าเอง และได้กำหนดตารางรายละเอียดความคุ้มครองและขีดจำกัดการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้ สัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 12 ดังกล่าว คือข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ที่ 3 เป็นสัญญาต่างตอบแทนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จึงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวคือ จัดทำสัญญาประกันภัยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อ 12 เมื่อพิจารณาเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าวมีระบุไว้ในข้อ 3 ว่า ความคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุต่อบุคคลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารและระบุขีดจำกัดการชดใช้เงิน (ไม่เกิน) ไว้ 500,000 บาท ต่อคน (สูงสุดไม่เกิน 5 คน) ข้อ 4 ค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นวงเงินสูงสุดโดยระบุขีดจำกัดการชดใช้ (ไม่เกิน) 100,000 บาท ต่อคน ตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ 2 ได้จัดทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าไว้กับบริษัทธนชาติประกันภัย จำกัด แล้ว และบริษัทผู้รับประกันภัยดังกล่าวได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปคนละ 250,000 บาท แต่ยังไม่ครบตามเงื่อนไขข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สัญญารับผิดชดใช้เงินตามข้อตกลง ข้อ 12 ตารางความคุ้มครองข้อ 3 และข้อ 4 ส่วนที่เกินจากที่บริษัทธนชาตประกันภัย จำกัด จ่ายแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปอีกคนละ 350,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 700,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ117/2556
primary_red_case_no
พ543/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000212.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.584/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559