คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2559 ฉบับเต็ม

#604339
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2559 นางสุวิพันธ์ จรรยาสัณห์ โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี, มาตรา 57 เบญจ ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 มาตรา ข้อ 55, มาตรา วรรคสี่ ขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2554 ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2545 วินิจฉัยว่า ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80 ดังนั้น ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) เพื่อขอคืนภาษีเงินได้ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาของจำเลยที่ 1 ว่าจะคืนภาษีให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2554 ในวันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติดังกล่าวที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหาได้วินิจฉัยให้บทบัญญัติดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้นไม่ ซึ่งจะมีผลเป็นการลบล้าง ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่มีบทบัญญัตินั้นไม่ เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 เป็นกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง ซึ่งตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 55 วรรคสี่ ที่กำหนดว่า ในกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง ให้ศาลแจ้งคำวินิจฉัยของศาลแก่ผู้ร้องและให้ถือว่าวันที่ศาลลงมติซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันอ่าน ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคือ วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ไม่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษี ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 42,521.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,524.68 บาท และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาคดีของศาลภาษีอากรกลาง คู่ความแถลงร่วมกันว่า ขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า คำพิพากษา (คำวินิจฉัย) ศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 มีผลให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีหรือไม่ โดยทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยานหลักฐานต่อไป ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 มีผลให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับ ขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เป็นการขัดหรือแย้งตั้งแต่มีประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ หาได้มีผลขัดหรือแย้งนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย เพียงแต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลในวันอ่านคำวินิจฉัย บุคคลจะนำไปกล่าวอ้างอิงก่อนมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือแบบ ภ.ง.ด.91 ประจำปีภาษี 2554 ต่อจำเลย เพื่อขอคืนภาษีเงินได้ที่ถูกธนาคารแห่งประเทศไทยหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งโจทก์ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี สำหรับโจทก์คือภายในเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2554 ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2545 วินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80 ดังนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือแบบ ภ.ง.ด.91 เพื่อขอคืนภาษีเงินได้ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาของจำเลยที่ 1 ว่าจะคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือแบบ ภ.ง.ด.91 ประจำปีภาษี 2554 ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติดังกล่าวที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวหาได้วินิจฉัยให้บทบัญญัติดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือให้เสียเปล่ามาตั้งแต่ต้นไม่ ซึ่งจะมีผลเป็นการลบล้างประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่มีบทบัญญัติดังกล่าวดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ฉะนั้น เมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 เป็นกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง และตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 55 วรรคสี่ ที่กำหนดว่า ในกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง ให้ศาลแจ้งคำวินิจฉัยของศาลแก่ผู้ร้องและให้ถือว่าวันที่ศาลลงมติซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันอ่าน เท่านั้น ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวคงทำให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคือ วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป ด้วยเหตุที่วินิจฉัยไว้ดังกล่าวข้างต้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 จึงไม่มีผลทำให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในปีภาษี 2554 ต่อจำเลยที่ 1 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ไม่มีผลย้อนหลังนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ประสิทธิ์ สนามชวด-ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-นิพันธ์ ช่วยสกุล) ศาลภาษีอากรกลาง - นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.62/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ174/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ45/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604339
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962949"
    }
}
date
2559
deka_no
6901/2559
deka_running_no
6901
deka_year
2559
department
ภาษีอากร
judges
[
    "ประสิทธิ์ สนามชวด",
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์",
    "นิพันธ์ ช่วยสกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 57 ตรี",
            "ม. 57 เบญจ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550",
        "law_abbr": "ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสุวิพันธ์ จรรยาสัณห์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 42,521.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,524.68 บาท และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลภาษีอากรกลาง คู่ความแถลงร่วมกันว่า ขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า คำพิพากษา (คำวินิจฉัย) ศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 มีผลให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีหรือไม่ โดยทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยานหลักฐานต่อไป

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 มีผลให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับ ขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เป็นการขัดหรือแย้งตั้งแต่มีประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ หาได้มีผลขัดหรือแย้งนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย เพียงแต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลในวันอ่านคำวินิจฉัย บุคคลจะนำไปกล่าวอ้างอิงก่อนมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือแบบ ภ.ง.ด.91 ประจำปีภาษี 2554 ต่อจำเลย เพื่อขอคืนภาษีเงินได้ที่ถูกธนาคารแห่งประเทศไทยหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งโจทก์ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี สำหรับโจทก์คือภายในเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2554 ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2545 วินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80 ดังนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือแบบ ภ.ง.ด.91 เพื่อขอคืนภาษีเงินได้ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาของจำเลยที่ 1 ว่าจะคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือแบบ ภ.ง.ด.91 ประจำปีภาษี 2554 ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติดังกล่าวที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวหาได้วินิจฉัยให้บทบัญญัติดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือให้เสียเปล่ามาตั้งแต่ต้นไม่ ซึ่งจะมีผลเป็นการลบล้างประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่มีบทบัญญัติดังกล่าวดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ฉะนั้น เมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 เป็นกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง และตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 55 วรรคสี่ ที่กำหนดว่า ในกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง ให้ศาลแจ้งคำวินิจฉัยของศาลแก่ผู้ร้องและให้ถือว่าวันที่ศาลลงมติซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันอ่าน เท่านั้น ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวคงทำให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคือ วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป ด้วยเหตุที่วินิจฉัยไว้ดังกล่าวข้างต้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 จึงไม่มีผลทำให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในปีภาษี 2554 ต่อจำเลยที่ 1 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ไม่มีผลย้อนหลังนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ174/2555
primary_red_case_no
พ45/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000210.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.62/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559