คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8346/2559 ฉบับเต็ม

#604345
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8346/2559 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ นายวุฒิชัยหรือวุฒ อะภิระติง จำเลย ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 90 การที่จำเลยร่วมกับพวกรุมเตะผู้ตายเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำที่รวมอยู่ในความผิดฐานฆ่าผู้ตาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายอีกบทหนึ่ง คงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพียงบทเดียวเท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288, 290 และริบตั่งไม้ของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ประกอบมาตรา 83, 288 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ริบตั่งไม้ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันในสาระสำคัญ บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนยาวติดอยู่ น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามที่รู้เห็น พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์แม้นายประดิษฐ์ จะเบิกความว่า มองเห็นหน้าคนร้ายแบบเฉียงๆ ตอนนั้นคนร้ายใช้ผ้าพันหน้าตนเองไว้ แต่บริเวณใกล้ๆ มีแสงสว่างจากไฟนีออนแบบยาวผูกติดไว้กับต้นพิกุลทั้งนายประดิษฐ์รู้จักกับจำเลยมาก่อน และเห็นจำเลยกับพวกออกไปเต้นรำอยู่หน้าเวที จึงเห็นชุดที่จำเลยสวมใส่มาในวันเกิดเหตุ ประกอบกับจำเลยมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปเป็นที่สังเกตได้ง่าย หลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน นายประดิษฐ์ให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย เชื่อว่านายประดิษฐ์เห็นและจำจำเลยได้ว่าเป็นคนร้ายที่ใช้ตั่งไม้ตีผู้ตาย แม้คำเบิกความของนายขวัญชัย จะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่มิใช่คำซัดทอดเพื่อให้นายขวัญชัยพ้นผิดเพราะนายขวัญชัยถูกดำเนินคดีด้วย เมื่อนำคำเบิกความของนายขวัญชัยมาพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้ตั่งไม้ตีผู้ตาย พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาจำเลยที่ว่า เหตุคดีนี้มีการชุลมุนต่อสู้ของกลุ่มวัยรุ่น พวกของจำเลยมี 7 คน ส่วนวัยรุ่นบ้านข่อยมี 4 ถึง 5 คน การตายของผู้ตายเกิดจากการชุลมุนต่อสู้ ไม่มีผู้ใดจงใจทำร้ายร่างกายผู้ตาย ตามลักษณะของเหตุการณ์และสถานที่เกิดเหตุมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าใครเป็นผู้ทำร้ายผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายในการชุลมุนต่อสู้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง อนึ่ง แม้พฤติการณ์แห่งคดีจะฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกรุมเตะผู้ตายบริเวณร่างกายหลายครั้งก่อนที่จำเลยจะใช้ตั่งไม้ตีศีรษะผู้ตายก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยต่อผู้ตายนั้น เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องในคราวเดียวกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ ทั้งมีผู้ตายเป็นผู้ถูกกระทำเพียงคนเดียว การกระทำของจำเลยจึงมีเพียงเจตนาเดียวคือเจตนาฆ่าผู้ตายเท่านั้นการที่จำเลยร่วมกับพวกรุมเตะผู้ตายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำที่รวมอยู่ในความผิดฐานฆ่าผู้ตาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายอีกบทหนึ่ง คงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 มาด้วยนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนที่พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 อีกบทหนึ่งนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ -ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายสมบูรณ์ กวีดำรงพัฒนา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายเฉลิมพล ชอบธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2037/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ852/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3691/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604345
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดบุรีรัมย์",
        "judge": "นายสมบูรณ์ กวีดำรงพัฒนา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายเฉลิมพล ชอบธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962594"
    }
}
date
2559
deka_no
8346/2559
deka_running_no
8346
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59",
            "ม. 90"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวุฒิชัยหรือวุฒ อะภิระติง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288, 290 และริบตั่งไม้ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ประกอบมาตรา 83, 288 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ริบตั่งไม้ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันในสาระสำคัญ บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนยาวติดอยู่ น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามที่รู้เห็น พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์แม้นายประดิษฐ์ จะเบิกความว่า มองเห็นหน้าคนร้ายแบบเฉียงๆ ตอนนั้นคนร้ายใช้ผ้าพันหน้าตนเองไว้ แต่บริเวณใกล้ๆ มีแสงสว่างจากไฟนีออนแบบยาวผูกติดไว้กับต้นพิกุลทั้งนายประดิษฐ์รู้จักกับจำเลยมาก่อน และเห็นจำเลยกับพวกออกไปเต้นรำอยู่หน้าเวที จึงเห็นชุดที่จำเลยสวมใส่มาในวันเกิดเหตุ ประกอบกับจำเลยมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปเป็นที่สังเกตได้ง่าย หลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน นายประดิษฐ์ให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย เชื่อว่านายประดิษฐ์เห็นและจำจำเลยได้ว่าเป็นคนร้ายที่ใช้ตั่งไม้ตีผู้ตาย แม้คำเบิกความของนายขวัญชัย จะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่มิใช่คำซัดทอดเพื่อให้นายขวัญชัยพ้นผิดเพราะนายขวัญชัยถูกดำเนินคดีด้วย เมื่อนำคำเบิกความของนายขวัญชัยมาพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้ตั่งไม้ตีผู้ตาย พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาจำเลยที่ว่า เหตุคดีนี้มีการชุลมุนต่อสู้ของกลุ่มวัยรุ่น พวกของจำเลยมี 7 คน ส่วนวัยรุ่นบ้านข่อยมี 4 ถึง 5 คน การตายของผู้ตายเกิดจากการชุลมุนต่อสู้ ไม่มีผู้ใดจงใจทำร้ายร่างกายผู้ตาย ตามลักษณะของเหตุการณ์และสถานที่เกิดเหตุมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าใครเป็นผู้ทำร้ายผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายในการชุลมุนต่อสู้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง แม้พฤติการณ์แห่งคดีจะฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกรุมเตะผู้ตายบริเวณร่างกายหลายครั้งก่อนที่จำเลยจะใช้ตั่งไม้ตีศีรษะผู้ตายก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยต่อผู้ตายนั้น เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องในคราวเดียวกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ ทั้งมีผู้ตายเป็นผู้ถูกกระทำเพียงคนเดียว การกระทำของจำเลยจึงมีเพียงเจตนาเดียวคือเจตนาฆ่าผู้ตายเท่านั้นการที่จำเลยร่วมกับพวกรุมเตะผู้ตายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำที่รวมอยู่ในความผิดฐานฆ่าผู้ตาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายอีกบทหนึ่ง คงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 มาด้วยนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนที่พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 อีกบทหนึ่งนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
อ852/2558
primary_red_case_no
อ3691/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000207.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2037/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559