คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6788/2559 ฉบับเต็ม

#604346
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6788/2559 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสมนึกหรืออ๊อด เพ็งแจ้ง กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 29, มาตรา 30 ป.พ.พ. มาตรา 4 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 หมายความว่าจำเลยที่ 1 ผู้ต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะต้องนำค่าปรับมาชำระ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องถูกยึดทรัพย์สิน ใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นต้องถูกกักขังแทนค่าปรับตาม ป.อ. มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง วิธีการยึดทรัพย์ใช้ค่าปรับหรือการกักขังแทนค่าปรับดังกล่าว เป็นวิธีที่จะกระทำเพื่อเป็นการชดใช้ค่าปรับซึ่งเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำค่าปรับมาชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว แม้จำเลยที่ 1 ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับและในที่สุดศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีเหตุที่ต้องจ่ายเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งกรณีไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 4 มาใช้บังคับกับคดีนี้ซึ่งเป็นคดีอาญาได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 4 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกและกักขังจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 โดยหักวันต้องขังให้จำเลยที่ 1 มีกำหนด 524 วัน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังในวันที่ 30 กันยายน 2556 และในวันเดียวกันศาลชั้นต้นออกหมายปล่อยจำเลยที่ 1 วันที่ 10 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้คืนเงินค่าปรับตามจำนวนที่ถูกกักขังแทนค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายจะอนุญาตให้ได้ตามขอ ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุต้องจ่ายเงินค่าปรับคืนให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 แปลและอนุมานได้ว่า การที่รัฐโดยศาลสั่งให้ลงโทษปรับบุคคลใดเป็นการที่รัฐลงโทษบุคคลนั้นให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายในทางทรัพย์สินและรัฐได้เงินจากบุคคลนั้น แต่กรณีที่รัฐไม่ได้เงินจากบุคคลที่ลงโทษปรับเพราะบุคคลนั้นถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี เท่ากับได้มีการชำระเงินค่าปรับให้แก่รัฐแล้วโดยใช้อิสรภาพแลกกับการชำระเงินให้รัฐตามจำนวนวันที่ถูกกักขังแทนค่าปรับ จำเลยจึงมีสิทธิได้รับเงินค่าปรับคืนและสามารถนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาปรับใช้กับกรณีของจำเลยที่ 1 ได้ด้วยการเทียบเคียงบทกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 หมายความว่าจำเลยที่ 1 ผู้ต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะต้องนำค่าปรับมาชำระ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นต้องถูกกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง วิธีการยึดทรัพย์ใช้ค่าปรับหรือการกักขังแทนค่าปรับดังกล่าว เป็นวิธีที่จะกระทำเพื่อเป็นการชดใช้ค่าปรับซึ่งเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำค่าปรับมาชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว แม้จำเลยที่ 1 ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ ก็ไม่มีเหตุที่ต้องจ่ายเงินค่าปรับคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งกรณีก็ไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาใช้บังคับกับคดีนี้ซึ่งเป็นคดีอาญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้ออื่นไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายืน (ไมตรี สุเทพากุล-นิพนธ์ ใจสำราญ-เอกชัย เหลี่ยมไพศาล) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ ศาลอุทธรณ์ - นายเลิศชาย จิวะชาติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2042/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ6698/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2313/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604346
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเลิศชาย จิวะชาติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081963048"
    }
}
date
2559
deka_no
6788/2559
deka_running_no
6788
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ไมตรี สุเทพากุล",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ",
    "เอกชัย เหลี่ยมไพศาล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 29",
            "ม. 30"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมนึกหรืออ๊อด เพ็งแจ้ง กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 4 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกและกักขังจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 โดยหักวันต้องขังให้จำเลยที่ 1 มีกำหนด 524 วัน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังในวันที่ 30 กันยายน 2556 และในวันเดียวกันศาลชั้นต้นออกหมายปล่อยจำเลยที่ 1

วันที่ 10 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้คืนเงินค่าปรับตามจำนวนที่ถูกกักขังแทนค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายจะอนุญาตให้ได้ตามขอ ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุต้องจ่ายเงินค่าปรับคืนให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 แปลและอนุมานได้ว่า การที่รัฐโดยศาลสั่งให้ลงโทษปรับบุคคลใดเป็นการที่รัฐลงโทษบุคคลนั้นให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายในทางทรัพย์สินและรัฐได้เงินจากบุคคลนั้น แต่กรณีที่รัฐไม่ได้เงินจากบุคคลที่ลงโทษปรับเพราะบุคคลนั้นถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี เท่ากับได้มีการชำระเงินค่าปรับให้แก่รัฐแล้วโดยใช้อิสรภาพแลกกับการชำระเงินให้รัฐตามจำนวนวันที่ถูกกักขังแทนค่าปรับ จำเลยจึงมีสิทธิได้รับเงินค่าปรับคืนและสามารถนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาปรับใช้กับกรณีของจำเลยที่ 1 ได้ด้วยการเทียบเคียงบทกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 หมายความว่าจำเลยที่ 1 ผู้ต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะต้องนำค่าปรับมาชำระ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นต้องถูกกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง วิธีการยึดทรัพย์ใช้ค่าปรับหรือการกักขังแทนค่าปรับดังกล่าว เป็นวิธีที่จะกระทำเพื่อเป็นการชดใช้ค่าปรับซึ่งเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำค่าปรับมาชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว แม้จำเลยที่ 1 ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ ก็ไม่มีเหตุที่ต้องจ่ายเงินค่าปรับคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งกรณีก็ไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาใช้บังคับกับคดีนี้ซึ่งเป็นคดีอาญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้ออื่นไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ6698/2546
primary_red_case_no
อ2313/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000211.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2042/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559