ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8209/2559
พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์
นายโกสินทร์ โป๊ะสูงเนิน
จำเลย
ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 335 (1), มาตรา 335 (6), มาตรา 335 (7), มาตรา 335 วรรคสอง, มาตรา 339
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย, มาตรา 215, มาตรา 225
พฤติการณ์ของจำเลยที่เพียงแต่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและสอบถามว่า เสพยาเสพติดหรือไม่แล้วขอตรวจค้นตัวผู้เสียหายทั้งสองก่อนที่จะล้วงเอากระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายที่ 1 เอาบุหรี่ของผู้เสียหายที่ 2 ไปและบอกว่าจะพาไปตรวจปัสสาวะ หากไม่พบสารเสพติดก็จะปล่อยตัวไปนั้น ไม่ปรากฏว่ามีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 คดีคงฟังได้เพียงว่า จำเลยร่วมกับพวกที่ยังหลบหนีกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (6) (7) วรรคสอง ซึ่งความผิดฐานนี้เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ที่ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษให้ถูกต้องได้เพราะความผิดฐานนี้มีโทษเบากว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย และมาตรา 215 ประกอบมาตรา 225
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 339 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 4,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนบุหรี่ ยี่ห้อกรองทิพย์ ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคา 42 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2169/2556 และ 6610/2556 ของศาลชั้นต้น
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 12 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 4,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนบุหรี่ ยี่ห้อกรองทิพย์ หรือใช้ราคา 42 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคำขอให้นับโทษต่อคดีอาญาที่โจทก์อ้างทั้งสองคดี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง จึงนับโทษต่อไม่ได้ ยกคำขอในส่วนนี้
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา มีชายคนร้าย 2 คน ร่วมกันลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ด้วยการเรียกให้หยุด ขอตรวจค้นและจะบังคับจับกุมผู้เสียหายทั้งสองในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จากนั้นคนร้ายทั้งสองร่วมกันลักเงิน 5,000 บาท กับกระเป๋าสตางค์ 1 ใบ ราคา 99 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 และบุหรี่ ยี่ห้อกรองทิพย์ 1 ซอง ราคา 42 บาท ของผู้เสียหายที่ 2 ไป แต่ก่อนหลบหนี คนร้ายได้คืนกระเป๋าสตางค์และเงิน 200 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีพยานหลักฐานของโจทก์เชื่อมโยงกันเป็นขั้นเป็นตอนอย่างสมเหตุสมผล คดีจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่เพียงแต่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและสอบถามว่า เสพยาเสพติดหรือไม่แล้วขอตรวจค้นตัวผู้เสียหายทั้งสองก่อนที่จะล้วงเอากระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายที่ 1 เอาบุหรี่ของผู้เสียหายที่ 2 ไปและบอกว่าจะพาไปตรวจปัสสาวะ โดยหากไม่พบสารเสพติดก็จะปล่อยตัวไปนั้น พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 โดยคดีคงฟังได้เพียงว่าจำเลยร่วมกับพวกที่ยังหลบหนีกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (6) (7) วรรคสอง ซึ่งความผิดฐานนี้เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ที่ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษให้ถูกต้องได้เพราะความผิดฐานนี้มีโทษเบากว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และมาตรา 215 ประกอบมาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (6) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 4,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนบุหรี่ ยี่ห้อกรองทิพย์ หรือใช้ราคา 42 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคำขอให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาที่โจทก์อ้างของทั้งสองคดี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจึงนับโทษต่อไม่ได้ ยกคำขอในส่วนนี้ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
(ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์-สมยศ เข็มทอง-ภาวนา สุคันธวณิช)
ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายประยุทธ ประชุมชน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2189/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ3785/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ5015/2558
หมายเหตุ