คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6953/2559 ฉบับเต็ม

#604350
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6953/2559 นายละมูล หนูชัย โจทก์ นางชุลี สีรี จำเลย ป.อ. มาตรา 352 ป.วิ.อ. มาตรา 46, มาตรา 192 วรรคสอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 3, มาตรา 22 พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์แก้ฟ้องทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี และรถเกี่ยวข้าวคันที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยยักยอกนำไปขายให้แก่ อ. เป็นรถเกี่ยวข้าวคันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยคำร้องขอแก้ฟ้องและการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยมีระวางโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ฯ มาตรา 22 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด ฯ มาตรา 3 คดีที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ฯ มาตรา 3 เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้ยักยอกรถเกี่ยวข้าวคันที่โจทก์ฟ้องไป ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 700,000 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ วันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวอาจทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ประกอบกับจำเลยและทนายจำเลยคัดค้าน จึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้แก้ฟ้องและอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ และยกฟ้องคดีส่วนแพ่ง (ที่มาและยืนในคดีส่วนแพ่ง) ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในคดีส่วนอาญาเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายและจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์โดยวินิจฉัยว่า การขอแก้ฟ้องของโจทก์อาจทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี และมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยสรุปได้ความว่า รถเกี่ยวข้าวรุ่นสตาร์ บิ๊ก ที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยยักยอกแล้วนำไปขายให้แก่นายอนงค์ แล้วไม่นำเงินที่ได้จากการขายรถเกี่ยวข้าวคันดังกล่าวมามอบให้โจทก์นั้นเป็นรถเกี่ยวข้าวคนละคันกับที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญในความผิดฐานยักยอก กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง โจทก์อุทธรณ์สรุปได้ความว่า การแก้ฟ้องของโจทก์ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยได้ครอบครองรถเกี่ยวข้าวของโจทก์แล้วเบียดบังเอารถเกี่ยวข้าวของโจทก์ไปโดยทุจริตนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์แก้ฟ้องทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี และรถเกี่ยวข้าวคันที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยยักยอกนำไปขายให้แก่นายอนงค์เป็นรถเกี่ยวข้าวคันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยคำร้องขอแก้ฟ้องและการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยมีระวางโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นแล้วประกอบกับคดีที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งศาลฎีกาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 3 เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้ยักยอกรถเกี่ยวข้าวคันที่โจทก์ฟ้องไป ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ในคดีส่วนอาญาและยกฟ้องในคดีส่วนแพ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุรางคนา กมลละคร-ปิยกุล บุญเพิ่ม-ไพโรจน์ นวานุช) ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ - นางภิญรดา ศรีแก้วณวรรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2317/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2012/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1353/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604350
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์",
        "judge": "นางภิญรดา ศรีแก้วณวรรณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962944"
    }
}
date
2559
deka_no
6953/2559
deka_running_no
6953
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "สุรางคนา กมลละคร",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม",
    "ไพโรจน์ นวานุช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 352"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46",
            "ม. 192 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 3",
            "ม. 22"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายละมูล หนูชัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางชุลี สีรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 700,000 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

วันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวอาจทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ประกอบกับจำเลยและทนายจำเลยคัดค้าน จึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้แก้ฟ้องและอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ และยกฟ้องคดีส่วนแพ่ง (ที่มาและยืนในคดีส่วนแพ่ง) ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในคดีส่วนอาญาเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายและจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์โดยวินิจฉัยว่า การขอแก้ฟ้องของโจทก์อาจทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี และมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยสรุปได้ความว่า รถเกี่ยวข้าวรุ่นสตาร์ บิ๊ก ที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยยักยอกแล้วนำไปขายให้แก่นายอนงค์ แล้วไม่นำเงินที่ได้จากการขายรถเกี่ยวข้าวคันดังกล่าวมามอบให้โจทก์นั้นเป็นรถเกี่ยวข้าวคนละคันกับที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญในความผิดฐานยักยอก กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง โจทก์อุทธรณ์สรุปได้ความว่า การแก้ฟ้องของโจทก์ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยได้ครอบครองรถเกี่ยวข้าวของโจทก์แล้วเบียดบังเอารถเกี่ยวข้าวของโจทก์ไปโดยทุจริตนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์แก้ฟ้องทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี และรถเกี่ยวข้าวคันที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยยักยอกนำไปขายให้แก่นายอนงค์เป็นรถเกี่ยวข้าวคันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยคำร้องขอแก้ฟ้องและการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยมีระวางโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นแล้วประกอบกับคดีที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งศาลฎีกาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 3 เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้ยักยอกรถเกี่ยวข้าวคันที่โจทก์ฟ้องไป ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ในคดีส่วนอาญาและยกฟ้องในคดีส่วนแพ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2012/2557
primary_red_case_no
อ1353/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000210.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2317/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559