คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8718/2559 ฉบับเต็ม

#604358
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8718/2559 พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม โจทก์ นายสมพงษ์ วังมนตรี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, มาตรา วรรคสอง, มาตรา วรรคสาม, มาตรา 83 จำเลยที่ 2 ใช้มือจับแขนผู้เสียหายอายุ 4 ปีเศษ ไว้ให้จำเลยที่ 1 ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยที่ 1 โดยการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย อันเป็นการกระทำชำเราตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม และเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้ โดยผู้ร่วมกระทำผิดไม่จำต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยกันทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดทุกคนก็มีความผิดฐานเป็นตัวการตาม ป.อ. มาตรา 83 ทั้ง ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติแต่เพียงว่า "ผู้ใดกระทำชำเรา..." หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิง แต่เมื่อฟังได้ว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 จับผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้าน แล้วจำเลยที่ 2 ใช้มือจับแขนผู้เสียหายไว้ให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายโดยการใช้นิ้วมือกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี อันมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 7 ปี จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายอายุ 4 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับ บ. ผู้เป็นย่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 มีบ้านอยู่ข้างบ้านของ บ. เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 บ. พาผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า ในวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยมีจำเลยที่ 2 จับมือผู้เสียหายไว้ พนักงานสอบสวนรับแจ้งความและให้นางเบนพาผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้ว พบรอยแดงบริเวณเยื่อพรหมจารี ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ พยานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุขณะผู้เสียหายไปเล่นที่ใต้ถุนบ้านของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจับผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้าน แล้วจำเลยที่ 2 ใช้มือจับแขนผู้เสียหายไว้ให้จำเลยที่ 1 ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายบอกว่าเจ็บ จำเลยที่ 1 จึงหยุดทำ แล้วจำเลยที่ 2 ก็ปล่อยแขนผู้เสียหาย ดังนี้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยที่ 1 โดยการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย อันเป็นการกระทำชำเรา ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม และความผิดฐานกระทำชำเราเด็กนั้นเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้ โดยผู้ร่วมกระทำผิดไม่จำต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยกันทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดทุกคนก็มีความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติแต่เพียงว่า "ผู้ใดกระทำชำเรา..." หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้นไม่ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิง แต่เมื่อฟังได้ว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 จับผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้าน แล้วจำเลยที่ 2 ใช้มือจับแขนผู้เสียหายไว้ให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายโดยการใช้นิ้วมือกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี อันมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของจำเลยทั้งสองต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วีระวัฒน์ ปวราจารย์ -อุดม สิทธิวิรัชธรรม-ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล) ศาลจังหวัดเดชอุดม - นายทรงศักดิ์ สุยะลา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางปิยนุช จรูญรัตนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.930/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1246/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ258/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604358
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเดชอุดม",
        "judge": "นายทรงศักดิ์ สุยะลา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางปิยนุช จรูญรัตนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962375"
    }
}
date
2559
deka_no
8718/2559
deka_running_no
8718
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "อุดม สิทธิวิรัชธรรม",
    "ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 277 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 83"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมพงษ์ วังมนตรี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 7 ปี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายอายุ 4 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับ บ. ผู้เป็นย่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 มีบ้านอยู่ข้างบ้านของ บ. เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 บ. พาผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า ในวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยมีจำเลยที่ 2 จับมือผู้เสียหายไว้ พนักงานสอบสวนรับแจ้งความและให้นางเบนพาผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้ว พบรอยแดงบริเวณเยื่อพรหมจารี ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ พยานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุขณะผู้เสียหายไปเล่นที่ใต้ถุนบ้านของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจับผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้าน แล้วจำเลยที่ 2 ใช้มือจับแขนผู้เสียหายไว้ให้จำเลยที่ 1 ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายบอกว่าเจ็บ จำเลยที่ 1 จึงหยุดทำ แล้วจำเลยที่ 2 ก็ปล่อยแขนผู้เสียหาย ดังนี้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยที่ 1 โดยการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย อันเป็นการกระทำชำเรา ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม และความผิดฐานกระทำชำเราเด็กนั้นเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้ โดยผู้ร่วมกระทำผิดไม่จำต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยกันทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดทุกคนก็มีความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติแต่เพียงว่า "ผู้ใดกระทำชำเรา..." หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้นไม่ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิง แต่เมื่อฟังได้ว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 จับผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้าน แล้วจำเลยที่ 2 ใช้มือจับแขนผู้เสียหายไว้ให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายโดยการใช้นิ้วมือกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี อันมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของจำเลยทั้งสองต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1246/2557
primary_red_case_no
อ258/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000205.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.930/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559