คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4613/2559 ฉบับเต็ม

#604481
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4613/2559 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทน โจทก์ นายศุภวัฒน์ จีนเพชร จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 271 ตาม ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 271 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ดังนี้ การร้องขอให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองจึงต้องกระทำภายในสิบปี แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำขอลงวันที่ 30 ตุลาคม 2556 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลย ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2543 แล้ว โจทก์จึงสิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย อย่างไรก็ตามทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2559) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงร้องขอให้บังคับคดีต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม ตามลำดับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต วันที่ 30 ตุลาคม 2556 โจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองเพื่อจะนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าโจทก์ยื่นคำขอเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จึงมีคำสั่งยกคำขอ โจทก์ยื่นคำร้องว่า ถึงแม้โจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แต่การจำนองยังคงมีอยู่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองแล้วนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า แม้สิทธิของโจทก์ยังคงมีอยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำนอง แต่ก็หามีบทบัญญัติใดให้สิทธิบังคับคดีเกินกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 คำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ยกคำขอของโจทก์มิใช่คำสั่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายกรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 61/310 ชั้นที่ 4 ของอาคารชุดสุวรรณภูมิคอนโดมิเนียม แขวงบางซื่อฝั่งเหนือ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์สินจำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดแม้จะพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่ศาลมีคำพิพากษาชั้นที่สุดแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อมีกรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 744 (1) ถึง (6) ดังนี้ ผู้รับจำนองซึ่งทรงทรัพยสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ที่ประกันหรือสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 บัญญัติไว้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายสารบัญญัติ ซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่แก่คู่กรณีที่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โดยหากเจ้าหนี้ประสงค์บังคับตามสิทธิก็ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลเพราะเหตุถูกลูกหนี้โต้แย้งสิทธิ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติคือกฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติไว้ และเมื่อคดีเข้าสู่ศาล กระบวนพิจารณาก็ต้องบังคับตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาตรา 271 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้นสำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ดังนี้ การร้องขอให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองจึงต้องกระทำในระยะเวลาสิบปีดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการบังคับคดีที่ต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความ แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำขอฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2556 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลย ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2543 แล้ว โจทก์จึงสิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย อย่างไรก็ตามทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำเลยไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ (สมชาย จุลนิติ์-สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย-ธีระ เบญจรัศมีโรจน์) ศาลแพ่ง - นายนววิธ มานะกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2623/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น สธ627/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น สธ661/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604481
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายนววิธ มานะกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081963771"
    }
}
date
2559
deka_no
4613/2559
deka_running_no
4613
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย",
    "ธีระ เบญจรัศมีโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศุภวัฒน์ จีนเพชร"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงร้องขอให้บังคับคดีต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม ตามลำดับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต วันที่ 30 ตุลาคม 2556 โจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองเพื่อจะนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าโจทก์ยื่นคำขอเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จึงมีคำสั่งยกคำขอ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ถึงแม้โจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แต่การจำนองยังคงมีอยู่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองแล้วนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นเห็นว่า แม้สิทธิของโจทก์ยังคงมีอยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำนอง แต่ก็หามีบทบัญญัติใดให้สิทธิบังคับคดีเกินกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 คำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ยกคำขอของโจทก์มิใช่คำสั่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายกรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 61/310 ชั้นที่ 4 ของอาคารชุดสุวรรณภูมิคอนโดมิเนียม แขวงบางซื่อฝั่งเหนือ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์สินจำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดแม้จะพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่ศาลมีคำพิพากษาชั้นที่สุดแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อมีกรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 744 (1) ถึง (6) ดังนี้ ผู้รับจำนองซึ่งทรงทรัพยสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ที่ประกันหรือสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 บัญญัติไว้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายสารบัญญัติ ซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่แก่คู่กรณีที่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โดยหากเจ้าหนี้ประสงค์บังคับตามสิทธิก็ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลเพราะเหตุถูกลูกหนี้โต้แย้งสิทธิ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติคือกฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติไว้ และเมื่อคดีเข้าสู่ศาล กระบวนพิจารณาก็ต้องบังคับตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาตรา 271 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้นสำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ดังนี้ การร้องขอให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองจึงต้องกระทำในระยะเวลาสิบปีดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการบังคับคดีที่ต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความ แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำขอฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2556 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลย ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2543 แล้ว โจทก์จึงสิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย อย่างไรก็ตามทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
opensearch_id
primary_black_case_no
สธ627/2553
primary_red_case_no
สธ661/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000217.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2623/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559