คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5985/2559 ฉบับเต็ม

#604484
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5985/2559 บริษัทนวนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสมยศ เรืองบุรพ กับพวก จำเลย บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม ป.วิ.พ. มาตรา 27 พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 35, มาตรา 43, มาตรา 44 พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 35 (7) กำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความต้องไม่เป็นบุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย และมาตรา 43 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าเมื่อปรากฏต่อคณะกรรมการสภาทนายความว่า ทนายความผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 35 ให้ทนายความผู้นั้นพ้นสภาพการเป็นทนายความและให้คณะกรรมการทนายความจำหน่ายชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความ อันมีผลให้ทนายความผู้นั้นขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 (4) เมื่อยังไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสภาทนายความได้จำหน่ายชื่อ ณ. ออกจากทะเบียนทนายความ ณ. จึงยังไม่ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 ดังนั้นกระบวนพิจารณาของศาลที่ ณ. เป็นทนายความจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ ณ. ทนายความจำเลยที่ 2 ได้โดยชอบจึงถือว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิด จำเลยที่ 2 แต่งนายณัฐสัญญ์ เป็นทนายความเข้าสู้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว ทนายความจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาและขอขยายระยะเวลาฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องโดยขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2556 แต่จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ขยาย วันที่ 28 มกราคม 2556 ทนายความจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาอีกครั้ง ศาลชั้นต้นยกคำร้องและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 นายพงษ์สรรพ์ ทนายความจำเลยที่ 2 คนใหม่ยื่นคำร้องว่าศาลล้มละลายสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายณัฐสัญญ์ทนายความจำเลยที่ 2 คนเดิมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 และต่อมามีคำพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 นายณัฐสัญญ์จึงขาดคุณสมบัติเป็นทนายความ การที่นายณัฐสัญญ์ยังคงปฏิบัติหน้าที่ทนายความต่อมา จึงไม่ชอบ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้เปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2555 การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาและการส่งคำบังคับแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2553 แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 35 (7) กำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความต้องไม่เป็นบุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย และมาตรา 43 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อปรากฏต่อคณะกรรมการสภาทนายความว่า ทนายความผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 35 ให้ทนายความผู้นั้นพ้นสภาพการเป็นทนายความและให้คณะกรรมการสภาทนายความจำหน่ายชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความ อันมีผลให้ทนายความผู้นั้นขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 (4) เมื่อยังไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสภาทนายความได้จำหน่ายชื่อนายณัฐสัญญ์ ออกจากทะเบียนทนายความ นายณัฐสัญญ์จึงยังไม่ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 ดังนั้น กระบวนพิจารณาของศาลที่นายณัฐสัญญ์เป็นทนายความจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเมื่อศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้นายณัฐสัญญ์ ทนายความจำเลยที่ 2 ได้โดยชอบจึงถือว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า เมื่อนายณัฐสัญญ์ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย ย่อมขาดคุณสมบัติการเป็นทนายความ หากกระทำการใดเกี่ยวกับหน้าที่ทนายความต่อไปย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและเมื่อนายณัฐสัญญ์ไม่สามารถทำหน้าที่ทนายความต่อไปได้แล้ว การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้แก่นายณัฐสัญญ์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบนัดโดยชอบ นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (ธานิศ เกศวพิทักษ์ -เมทินี ชโลธร-ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายธัญญู ชูดำ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3446/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ177/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ6/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604484
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นายธัญญู ชูดำ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081963398"
    }
}
date
2559
deka_no
5985/2559
deka_running_no
5985
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์",
    "เมทินี ชโลธร",
    "ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 35",
            "ม. 43",
            "ม. 44"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทนวนคร จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมยศ เรืองบุรพ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิด จำเลยที่ 2 แต่งนายณัฐสัญญ์ เป็นทนายความเข้าสู้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว ทนายความจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาและขอขยายระยะเวลาฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องโดยขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2556 แต่จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ขยาย วันที่ 28 มกราคม 2556 ทนายความจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาอีกครั้ง ศาลชั้นต้นยกคำร้องและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 นายพงษ์สรรพ์ ทนายความจำเลยที่ 2 คนใหม่ยื่นคำร้องว่าศาลล้มละลายสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายณัฐสัญญ์ทนายความจำเลยที่ 2 คนเดิมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 และต่อมามีคำพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 นายณัฐสัญญ์จึงขาดคุณสมบัติเป็นทนายความ การที่นายณัฐสัญญ์ยังคงปฏิบัติหน้าที่ทนายความต่อมา จึงไม่ชอบ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้เปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2555 การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาและการส่งคำบังคับแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2553 แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 35 (7) กำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความต้องไม่เป็นบุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย และมาตรา 43 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อปรากฏต่อคณะกรรมการสภาทนายความว่า ทนายความผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 35 ให้ทนายความผู้นั้นพ้นสภาพการเป็นทนายความและให้คณะกรรมการสภาทนายความจำหน่ายชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความ อันมีผลให้ทนายความผู้นั้นขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 (4) เมื่อยังไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสภาทนายความได้จำหน่ายชื่อนายณัฐสัญญ์ ออกจากทะเบียนทนายความ นายณัฐสัญญ์จึงยังไม่ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 ดังนั้น กระบวนพิจารณาของศาลที่นายณัฐสัญญ์เป็นทนายความจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเมื่อศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้นายณัฐสัญญ์ ทนายความจำเลยที่ 2 ได้โดยชอบจึงถือว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า เมื่อนายณัฐสัญญ์ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย ย่อมขาดคุณสมบัติการเป็นทนายความ หากกระทำการใดเกี่ยวกับหน้าที่ทนายความต่อไปย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและเมื่อนายณัฐสัญญ์ไม่สามารถทำหน้าที่ทนายความต่อไปได้แล้ว การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้แก่นายณัฐสัญญ์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบนัดโดยชอบ นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ177/2553
primary_red_case_no
พ6/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000214.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3446/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559