คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6980/2559 ฉบับเต็ม

#604711
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6980/2559 บริษัท ดี.ที.ซี.อินดัสตรี่ส์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายประสิทธิ์ เกิดตลาดแก้ว กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 850, มาตรา 852 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 มาตรา วันที่ 3 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในวงเงินคนละ 250,000 บาท วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับ ซึ่งกำหนดให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานด้วยการค้ำประกันด้วยบุคคลไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย หากมีการค้ำประกันเกินกำหนดดังกล่าวให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันใหม่ไม่เกินจำนวนตามที่กำหนด ต่อมาโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมชำระหนี้ให้โจทก์คนละ 250,000 บาท ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานระงับสิ้นไป และทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850, 852 สัญญาประนีประนอมยอมความทำขึ้นหลังจากที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้ว ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 สัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เบียดบังเอาเงินค่าสินค้าและสินค้าของโจทก์เป็นเงิน 1,389,800.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัด จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมชำระหนี้ให้โจทก์คนละ 250,000 บาท ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,389,800.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 95,548 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีว่าสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 และที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 ในวงเงินคนละ 250,000 บาท คนละฉบับ แต่ต่อมาได้มีประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติ พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 กำหนดให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานด้วยการค้ำประกันด้วยบุคคลได้ไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย หากมีการค้ำประกันเกินกำหนดดังกล่าวก่อนวันประกาศใช้บังคับ ให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันใหม่ไม่เกินจำนวนตามที่กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ แต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการอย่างใด การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมโดยมิได้พิจารณาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้นสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 อันเป็นเวลาก่อนจะมีประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 และศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานระงับสิ้นไปและทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะทำขึ้นหลังจากที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความจึงใช้บังคับได้ ไม่ตกอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (บูรณ์ ฐาปนดุลย์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานกลาง - นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.708/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ6830/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ674/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604711
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962942"
    }
}
date
2559
deka_no
6980/2559
deka_running_no
6980
deka_year
2559
department
แรงงาน
judges
[
    "บูรณ์ ฐาปนดุลย์",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850",
            "ม. 852"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 10 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ดี.ที.ซี.อินดัสตรี่ส์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประสิทธิ์ เกิดตลาดแก้ว กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เบียดบังเอาเงินค่าสินค้าและสินค้าของโจทก์เป็นเงิน 1,389,800.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมชำระหนี้ให้โจทก์คนละ 250,000 บาท ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,389,800.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 95,548 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีว่าสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 และที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 ในวงเงินคนละ 250,000 บาท คนละฉบับ แต่ต่อมาได้มีประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติ พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 กำหนดให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานด้วยการค้ำประกันด้วยบุคคลได้ไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย หากมีการค้ำประกันเกินกำหนดดังกล่าวก่อนวันประกาศใช้บังคับ ให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันใหม่ไม่เกินจำนวนตามที่กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ แต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการอย่างใด การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมโดยมิได้พิจารณาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้นสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 อันเป็นเวลาก่อนจะมีประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 และศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานระงับสิ้นไปและทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะทำขึ้นหลังจากที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความจึงใช้บังคับได้ ไม่ตกอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ6830/2552
primary_red_case_no
พ674/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000210.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.708/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559