คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6811/2559 ฉบับเต็ม

#604948
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6811/2559 นายโกบ หาผลกล้า โจทก์ นางมุหน้า อ่อนทอง กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 352 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพียงแต่โจทก์อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนผู้อื่นเท่านั้น ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 จะต้องได้ความในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เมื่อที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อยู่ โจทก์ไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ถูกผู้อื่นยักยอกทรัพย์ได้และสิทธิดังกล่าวที่โจทก์มีอยู่ ไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 352 ซึ่งหมายถึงทรัพย์ที่มีรูปร่าง จึงไม่อาจถูกยักยอกได้ เมื่อทางนำสืบของโจทก์เองโจทก์มิเคยได้มอบหมายให้จำเลยที่ 5 นำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไปดำเนินการใดๆ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 5 ไปดำเนินการโดยพลการ เงินที่ได้มาจึงมิใช่เงินที่จำเลยที่ 5 จะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ โจทก์มีแต่สิทธิที่จะบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 341, 349, 350, 352, 353 ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 8 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 โจทก์และจำเลยที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ฐานยักยอกด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แบ่งแยกโอนที่ดินพิพาท น.ส.3 ก. เลขที่ 2076 ตำบลเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จำนวน 6 ไร่ 2 งาน แก่โจทก์ ส่วนที่ดินอีก 11 ไร่ 2 งาน 61 ตารางวา ส่วนที่เหลือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลงขายให้โจทก์ โดยโจทก์จะชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ภายในกำหนด 3 เดือน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การฟ้องเพิกถอนนิติกรรม โจทก์ตั้งจำเลยที่ 5 เป็นทนายความ ต่อมาในระหว่างที่ยังไม่มีการจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนให้จำเลยที่ 8 เช่า มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ดำเนินการในการจดทะเบียนเช่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพียงแต่โจทก์อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนผู้อื่นเท่านั้น ความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จะต้องได้ความในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เมื่อที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อยู่ โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ถูกผู้อื่นยักยอกทรัพย์ได้และสิทธิดังกล่าวที่โจทก์มีอยู่ ไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งหมายถึงทรัพย์ที่มีรูปร่าง จึงไม่อาจถูกยักยอกได้เช่นกัน เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์เองก็ได้ความว่า โจทก์มิเคยได้มอบหมายให้จำเลยที่ 5 นำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไปดำเนินการใดๆ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 5 ไปดำเนินการโดยพลการ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้แล้ว เงินที่ได้มาจึงมิใช่เงินที่จำเลยที่ 5 จะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ โจทก์คงมีแต่สิทธิที่จะบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์ -เมทินี ชโลธร-ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล) ศาลจังหวัดพังงา - นางสาวศิรประภา ตันติรัตนโอภาส ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายจรัญ ฉางแก้ว แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2781/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ932/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1204/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604948
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพังงา",
        "judge": "นางสาวศิรประภา ตันติรัตนโอภาส"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายจรัญ ฉางแก้ว"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081963045"
    }
}
date
2559
deka_no
6811/2559
deka_running_no
6811
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์",
    "เมทินี ชโลธร",
    "ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 352"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายโกบ หาผลกล้า"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางมุหน้า อ่อนทอง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 341, 349, 350, 352, 353

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 8 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7

โจทก์และจำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ฐานยักยอกด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แบ่งแยกโอนที่ดินพิพาท น.ส.3 ก. เลขที่ 2076 ตำบลเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จำนวน 6 ไร่ 2 งาน แก่โจทก์ ส่วนที่ดินอีก 11 ไร่ 2 งาน 61 ตารางวา ส่วนที่เหลือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลงขายให้โจทก์ โดยโจทก์จะชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ภายในกำหนด 3 เดือน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การฟ้องเพิกถอนนิติกรรม โจทก์ตั้งจำเลยที่ 5 เป็นทนายความ ต่อมาในระหว่างที่ยังไม่มีการจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนให้จำเลยที่ 8 เช่า มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ดำเนินการในการจดทะเบียนเช่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพียงแต่โจทก์อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนผู้อื่นเท่านั้น ความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จะต้องได้ความในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เมื่อที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อยู่ โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ถูกผู้อื่นยักยอกทรัพย์ได้และสิทธิดังกล่าวที่โจทก์มีอยู่ ไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งหมายถึงทรัพย์ที่มีรูปร่าง จึงไม่อาจถูกยักยอกได้เช่นกัน เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์เองก็ได้ความว่า โจทก์มิเคยได้มอบหมายให้จำเลยที่ 5 นำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไปดำเนินการใดๆ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 5 ไปดำเนินการโดยพลการ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้แล้ว เงินที่ได้มาจึงมิใช่เงินที่จำเลยที่ 5 จะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ โจทก์คงมีแต่สิทธิที่จะบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ932/2549
primary_red_case_no
อ1204/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000211.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2781/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559