คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9675/2559 ฉบับเต็ม

#605163
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9675/2559 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสระบุรี โจทก์ นายธินวัฒน์ พานประทีป จำเลย ป.อ. มาตรา 33 (1) พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรคสอง, มาตรา 160 ทวิ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 มาตรา ข้อ3 จำเลยดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อนำไปสู่การแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการแข่งรถจักรยานยนต์ในทางโดยตรงซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ข้อ 1, 3 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ข้อ 3 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรคสอง, 160 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 (เดิม), 30 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกคำขอที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คัน โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คัน เป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้กระทำความผิดโดยตรงอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถจักรยานยนต์ 2 คัน คือ รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 กฆ สระบุรี 5455 และรถจักรยานยนต์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หมายเลขตัวรถ 4C9041897 โดยการทำชิ้นส่วนพิเศษหรืออุปกรณ์สำหรับรถจักรยานยนต์ให้ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม เพื่อนำไปสู่การแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่า จำเลยดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อนำไปสู่การแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการแข่งรถจักรยานยนต์ในทางโดยตรง ซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่า เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปแข่ง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงนั้น เป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากคำรับสารภาพของจำเลย เป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (เทพ อิงคสิทธิ์-นิพนธ์ ใจสำราญ-ไมตรี สุเทพากุล) ศาลแขวงสระบุรี - นายผาสุก เจริญเกียรติ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางกาญจนา ชัยคงดี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3147/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1553/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1457/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
605163
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงสระบุรี",
        "judge": "นายผาสุก เจริญเกียรติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นางกาญจนา ชัยคงดี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961906"
    }
}
date
2559
deka_no
9675/2559
deka_running_no
9675
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "เทพ อิงคสิทธิ์",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ",
    "ไมตรี สุเทพากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 33 (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 134 วรรคสอง",
            "ม. 160 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558",
        "law_abbr": "คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสระบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธินวัฒน์ พานประทีป"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ข้อ 1, 3 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ข้อ 3 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรคสอง, 160 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 (เดิม), 30 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกคำขอที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คัน โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คัน เป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้กระทำความผิดโดยตรงอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถจักรยานยนต์ 2 คัน คือ รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 กฆ สระบุรี 5455 และรถจักรยานยนต์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หมายเลขตัวรถ 4C9041897 โดยการทำชิ้นส่วนพิเศษหรืออุปกรณ์สำหรับรถจักรยานยนต์ให้ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม เพื่อนำไปสู่การแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่า จำเลยดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อนำไปสู่การแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการแข่งรถจักรยานยนต์ในทางโดยตรง ซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่า เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปแข่ง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงนั้น เป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากคำรับสารภาพของจำเลย เป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1553/2558
primary_red_case_no
อ1457/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000201.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3147/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559