คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7977/2559 ฉบับเต็ม

#605387
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7977/2559 บริษัทศุภาลัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ผู้อำนวยการเขตจตุจักร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 146 คำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 นั้น จะต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์คงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะเห็นว่าโจทก์ต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ แม้ต่อมาศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่าทางพิพาทไม่เป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี จึงถือไม่ได้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวขัดกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ ผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดในคดีนี้จึงมีว่า ตราบใดที่โจทก์ยังต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นอยู่ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์จะกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อนำมาเป็นเหตุฟ้องจำเลยทั้งสองไม่ได้เท่านั้น ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ถูกนางทองห่อ กับพวกฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 5060/2543 หมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งกีดขวางและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของออกจากถนนที่พิพาท และมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ไม่ใช่ทางสาธารณะกับให้รื้อถอนป้ายบอกทางลัดของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่า คำพิพากษาในคดีดังกล่าวผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จึงต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ต่อมาคดีหมายเลขดำที่ 5060/2543 หมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาพิพากษากลับ โดยวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลถือเอาคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 5060/2543 หมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งถึงที่สุดแล้วในชั้นฎีกาเป็นผลคำพิพากษาคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง และมาตรา 146 จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 นั้น จะต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์คงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะเห็นว่าโจทก์ต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ แม้ต่อมาศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่าทางพิพาทไม่เป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี จึงถือไม่ได้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวขัดกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ ผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดในคดีนี้จึงมีว่า ตราบใดที่โจทก์ยังต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นอยู่ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์จะกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อนำมาเป็นเหตุฟ้องจำเลยทั้งสองไม่ได้เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ภาภูมิ สรอัฑฒ์-อดิเทพ ถิระวัฒน์-นิรัตน์ จันทพัฒน์) ศาลแพ่ง - นายต่อพงศ์ ตั้งสินมั่นคง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.400/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3991/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1087/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
605387
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายต่อพงศ์ ตั้งสินมั่นคง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962704"
    }
}
date
2559
deka_no
7977/2559
deka_running_no
7977
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ภาภูมิ สรอัฑฒ์",
    "อดิเทพ ถิระวัฒน์",
    "นิรัตน์ จันทพัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 146"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทศุภาลัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้อำนวยการเขตจตุจักร กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ถูกนางทองห่อ กับพวกฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 5060/2543 หมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งกีดขวางและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของออกจากถนนที่พิพาท และมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ไม่ใช่ทางสาธารณะกับให้รื้อถอนป้ายบอกทางลัดของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่า คำพิพากษาในคดีดังกล่าวผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จึงต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ต่อมาคดีหมายเลขดำที่ 5060/2543 หมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาพิพากษากลับ โดยวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลถือเอาคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 5060/2543 หมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งถึงที่สุดแล้วในชั้นฎีกาเป็นผลคำพิพากษาคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง และมาตรา 146

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 นั้น จะต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์คงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะเห็นว่าโจทก์ต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ แม้ต่อมาศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่าทางพิพาทไม่เป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี จึงถือไม่ได้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวขัดกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ ผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดในคดีนี้จึงมีว่า ตราบใดที่โจทก์ยังต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นอยู่ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์จะกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อนำมาเป็นเหตุฟ้องจำเลยทั้งสองไม่ได้เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3991/2547
primary_red_case_no
พ1087/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000208.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.400/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559