คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9284/2559 ฉบับเต็ม

#605396
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9284/2559 นายประยวน แสงงาม กับพวก ผู้ร้อง พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 8, มาตรา 9, มาตรา 10, มาตรา 13, มาตรา 15 (2) การร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 นั้น มาตรา 8 ศาลชั้นต้นต้องไต่สวนคำร้อง แล้วส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาว่าจะสั่งรับคำร้องนั้นไว้เพื่อดำเนินการพิจารณาคดีนั้นใหม่หรือไม่ตามมาตรา 9 ซึ่งในการพิจารณาคำร้องของศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น" และวรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด" เมื่อคดีอยู่ในชั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นของศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่งรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ตามมาตรา 10 ดังกล่าว มิใช่กรณีที่มีการพิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำพิพากษาตามมาตรา 13 ที่จะฎีกาได้ตามมาตรา 15 (2) ดังนั้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่และให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 10 วรรคสอง ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องทั้งสองมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า นายประยวน ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 917/2552 ของศาลจังหวัดสุรินทร์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะและที่ชุมนุมชนที่จัดให้มีขึ้นเพื่อการรื่นเริง การมหรสพ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกผู้ร้องที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 12 เดือน นายมานัดหรือมานัส ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 231,213 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2551 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อ้างว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษา นางจุฑามาศและนายเจษฎาพงษ์ ได้ร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ผู้ร้องทั้งสองต่อกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้สอบปากคำนายแพทย์ศิวาเมษฐ์ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย กับมีการทดสอบวิถีกระสุนปืนที่ใช้ยิงโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย ปรากฏว่าวิถีกระสุนปืน ทิศทางและระยะการยิงที่ทำให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ไม่ใช่วิถีกระสุนปืนที่มาจากการยิงของผู้ร้องที่ 1 จากพยานหลักฐานดังกล่าวกระทรวงยุติธรรมเชื่อว่าผู้ร้องทั้งสองมิใช่คนร้ายที่กระทำความผิด กรณีจึงถือว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีที่แสดงว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้กระทำความผิด ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 เห็นควรไม่รับคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 นั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นตามมาตรา 8 ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนคำร้อง แล้วส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าจะสั่งรับคำร้องนั้นไว้เพื่อดำเนินการพิจารณาคดีนั้นใหม่หรือไม่ตามมาตรา 9 ซึ่งในการพิจารณาสั่งคำร้องของศาลอุทธรณ์นั้น มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนการไต่สวนและความเห็นแล้ว ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องและสั่งให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป แต่ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น" และวรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด" เมื่อคดีนี้อยู่ในชั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นของศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่งรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ตามมาตรา 10 ดังกล่าว มิใช่กรณีที่มีการพิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำพิพากษาตามมาตรา 13 ที่จะฎีกาได้ตามมาตรา 15 (2) ดังนั้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่และให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง จึงเป็นที่สุดตามบทบัญญัติมาตรา 10 วรรคสอง ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องทั้งสองมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องทั้งสอง (สมชาติ ธัญญาวินิชกุล-จักษ์ชัย เยพิทักษ์-รังสรรค์ กุลาเลิศ) ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายทรงธน ติระการ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสถาพร ดาโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา รอ.3/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น รฟ1/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น รฟ1/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
605396
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุรินทร์",
        "judge": "นายทรงธน ติระการ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายสถาพร ดาโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962125"
    }
}
date
2559
deka_no
9284/2559
deka_running_no
9284
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล",
    "จักษ์ชัย เยพิทักษ์",
    "รังสรรค์ กุลาเลิศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526",
        "sections": [
            "ม. 8",
            "ม. 9",
            "ม. 10",
            "ม. 13",
            "ม. 15 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายประยวน แสงงาม กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า นายประยวน ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 917/2552 ของศาลจังหวัดสุรินทร์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะและที่ชุมนุมชนที่จัดให้มีขึ้นเพื่อการรื่นเริง การมหรสพ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกผู้ร้องที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 12 เดือน นายมานัดหรือมานัส ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 231,213 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2551 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อ้างว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษา นางจุฑามาศและนายเจษฎาพงษ์ ได้ร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ผู้ร้องทั้งสองต่อกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้สอบปากคำนายแพทย์ศิวาเมษฐ์ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย กับมีการทดสอบวิถีกระสุนปืนที่ใช้ยิงโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย ปรากฏว่าวิถีกระสุนปืน ทิศทางและระยะการยิงที่ทำให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ไม่ใช่วิถีกระสุนปืนที่มาจากการยิงของผู้ร้องที่ 1 จากพยานหลักฐานดังกล่าวกระทรวงยุติธรรมเชื่อว่าผู้ร้องทั้งสองมิใช่คนร้ายที่กระทำความผิด กรณีจึงถือว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีที่แสดงว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้กระทำความผิด

ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 เห็นควรไม่รับคำร้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องทั้งสอง

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 นั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นตามมาตรา 8 ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนคำร้อง แล้วส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าจะสั่งรับคำร้องนั้นไว้เพื่อดำเนินการพิจารณาคดีนั้นใหม่หรือไม่ตามมาตรา 9 ซึ่งในการพิจารณาสั่งคำร้องของศาลอุทธรณ์นั้น มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนการไต่สวนและความเห็นแล้ว ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องและสั่งให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป แต่ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น" และวรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด" เมื่อคดีนี้อยู่ในชั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นของศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่งรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ตามมาตรา 10 ดังกล่าว มิใช่กรณีที่มีการพิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำพิพากษาตามมาตรา 13 ที่จะฎีกาได้ตามมาตรา 15 (2) ดังนั้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่และให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง จึงเป็นที่สุดตามบทบัญญัติมาตรา 10 วรรคสอง ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องทั้งสองมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องทั้งสอง
opensearch_id
primary_black_case_no
รฟ1/2558
primary_red_case_no
รฟ1/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000203.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
รอ.3/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559