คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8950/2559 ฉบับเต็ม

#606122
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8950/2559 นายบรรจง ชื่นคำ โจทก์ นายอำนาจ ชื่นคำ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยมิใช่บุตรของ จ. และ ส. ซึ่งเป็นบิดามารดาของโจทก์ โดยโจทก์ได้ร้องขอให้นายอำเภอคลองหลวงแก้ไขรายการช่องบิดามารดาในทะเบียนราษฎรของจำเลย คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงไม่อาจแก้ไขรายการช่องบิดามารดาในทะเบียนราษฎรของจำเลยได้ ทำให้โจทก์ในฐานะบุตรของ จ. และ ส. เสียสิทธิในการได้รับสิทธิทำกินในที่ดิน ส.ป.ก. และสิทธิอื่นอีกหลายประการ จึงขอให้บังคับจำเลยแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิกถอนชื่อ จ. และ ส. ในช่องบิดามารดาออกจากรายการทะเบียนราษฎรของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่พึงจะได้รับตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อขอให้บังคับจำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิกถอนชื่อ จ. และ ส. ในช่องบิดามารดาออกจากรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยได้ แล้วพิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาตามรูปคดี จำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ปัญหาดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ก่อนแก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์จำเลยพิพาทกันเป็นคดีนี้บัญญัติว่า ในกรณีที่มีปัญหาว่า คดีใดจะอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด และวรรคสองบัญญัติว่า การขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามวรรคหนึ่ง คู่ความจะต้องร้องขอก่อนวันสืบพยานแต่ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรให้กระทำได้ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่จำเลยยกปัญหาเรื่องฟ้องผิดศาลขึ้นในชั้นฎีกาจึงเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่อาจกระทำได้ ทั้งจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จะยกขึ้นอ้างได้แม้จะมิได้หยิบยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิกถอนชื่อนายจวนและนางไสวในช่องบิดามารดาออกจากรายการทะเบียนราษฎรของจำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า กรณีตามคำฟ้องไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ระหว่างโจทก์และจำเลยตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอบังคับได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมิใช่บุตรที่เกิดจากนายจวนและนางไสว ให้จำเลยไปดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียน หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ นางจำนงค์ นางจำเนียน นางอำนวย นางสาวบุญช่วย นางอนันต์หรือซิ้มและนายเอนก เป็นบุตรของนายจวนและนางไสว เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2519 นายจวนลงลายมือชื่อแจ้งเกิดจำเลย ระบุว่ามารดาชื่อนางไสว บิดาชื่อนายลำจวน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น เนื่องจากการเพิกถอนชื่อบิดามารดาจากทะเบียนราษฎรที่บอกสถานะของครอบครัวอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นเป็นประเด็นข้อพิพาท ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัย เมื่อโจทก์ฟ้องผิดศาล คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย นอกจากนั้นที่ดิน ส.ป.ก. จำนวน 32 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา ตามสำเนารังวัดฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2526 กลุ่มที่ 104 แปลงที่ 6 ที่โจทก์อ้างสิทธิขอแบ่งมรดกของนายจวน ปัจจุบันมีชื่อนายเอนก เป็นผู้ทำประโยชน์ โจทก์จึงไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะฟ้องร้องจำเลย เห็นว่า ปัญหาว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่โจทก์จะฟ้องร้องจำเลยได้หรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เคยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่พึงจะได้รับตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อขอให้บังคับจำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิกถอนชื่อนายจวนและนางไสว ในช่องบิดามารดาออกจากรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยได้ พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาตามรูปคดี จำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ปัญหาดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยไม่อาจหยิบยกขึ้นฎีกาได้อีก ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ฟ้องผิดศาลหรือไม่นั้น พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ก่อนแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์จำเลยพิพาทกันเป็นคดีนี้บัญญัติว่า ในกรณีที่ปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว หรือศาลยุติธรรมอื่น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด และวรรคสองบัญญัติว่า การขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามวรรคหนึ่ง คู่ความจะต้องร้องขอก่อนวันสืบพยานแต่ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรให้กระทำได้ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่จำเลยยกปัญหาเรื่องฟ้องผิดศาลขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่อาจกระทำได้ ทั้งจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จะยกขึ้นอ้างได้ แม้จะมิได้หยิบยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุภัทร อยู่ถนอม-สมชาติ ธัญญาวินิชกุล-รังสรรค์ กุลาเลิศ) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายนาถพงษ์ สุขะปุณณพันธ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.828/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ514/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ517/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606122
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายนาถพงษ์ สุขะปุณณพันธ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962249"
    }
}
date
2559
deka_no
8950/2559
deka_running_no
8950
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "สุภัทร อยู่ถนอม",
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล",
    "รังสรรค์ กุลาเลิศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 11"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายบรรจง ชื่นคำ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอำนาจ ชื่นคำ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิกถอนชื่อนายจวนและนางไสวในช่องบิดามารดาออกจากรายการทะเบียนราษฎรของจำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า กรณีตามคำฟ้องไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ระหว่างโจทก์และจำเลยตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอบังคับได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมิใช่บุตรที่เกิดจากนายจวนและนางไสว ให้จำเลยไปดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียน หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ นางจำนงค์ นางจำเนียน นางอำนวย นางสาวบุญช่วย นางอนันต์หรือซิ้มและนายเอนก เป็นบุตรของนายจวนและนางไสว เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2519 นายจวนลงลายมือชื่อแจ้งเกิดจำเลย ระบุว่ามารดาชื่อนางไสว บิดาชื่อนายลำจวน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น เนื่องจากการเพิกถอนชื่อบิดามารดาจากทะเบียนราษฎรที่บอกสถานะของครอบครัวอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นเป็นประเด็นข้อพิพาท ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัย เมื่อโจทก์ฟ้องผิดศาล คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย นอกจากนั้นที่ดิน ส.ป.ก. จำนวน 32 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา ตามสำเนารังวัดฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2526 กลุ่มที่ 104 แปลงที่ 6 ที่โจทก์อ้างสิทธิขอแบ่งมรดกของนายจวน ปัจจุบันมีชื่อนายเอนก เป็นผู้ทำประโยชน์ โจทก์จึงไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะฟ้องร้องจำเลย เห็นว่า ปัญหาว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่โจทก์จะฟ้องร้องจำเลยได้หรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เคยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่พึงจะได้รับตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อขอให้บังคับจำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิกถอนชื่อนายจวนและนางไสว ในช่องบิดามารดาออกจากรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยได้ พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาตามรูปคดี จำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ปัญหาดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยไม่อาจหยิบยกขึ้นฎีกาได้อีก ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ฟ้องผิดศาลหรือไม่นั้น พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ก่อนแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์จำเลยพิพาทกันเป็นคดีนี้บัญญัติว่า ในกรณีที่ปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว หรือศาลยุติธรรมอื่น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด และวรรคสองบัญญัติว่า การขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามวรรคหนึ่ง คู่ความจะต้องร้องขอก่อนวันสืบพยานแต่ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรให้กระทำได้ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่จำเลยยกปัญหาเรื่องฟ้องผิดศาลขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่อาจกระทำได้ ทั้งจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จะยกขึ้นอ้างได้ แม้จะมิได้หยิบยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ514/2556
primary_red_case_no
พ517/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000204.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.828/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559