คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8789/2559 ฉบับเต็ม

#606123
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8789/2559 บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าว่าคดีแทน โจทก์ นายสมสิทธิ์ ศิริมุขอาคม กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ป.พ.พ. มาตรา 879 การที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถคันอื่นจนทำให้เกิดความเสียหายแก่รถอื่นถึง 3 คัน ย่อมเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุรา เมื่อตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ท้ายตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 7 ระบุว่า การประกันภัยไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.6 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ข้อ 8 วรรคสอง ระบุว่าเงื่อนไขตาม 7.6 บริษัทจะไม่นำมาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิด เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปแล้วตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 8 วรรคสาม โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย ผู้เอาประกันภัยที่จะถูกเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยนั้น หมายถึง ผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก แต่ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยมิใช่เป็นผู้ทำละเมิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 66,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 64,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 64,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,000 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทน พิเคราะห์แล้วอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด ผู้ร้อง เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ในชั้นฎีกาตามคำร้อง ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ปน 5771 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2546 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2547 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 จำเลยที่1 ขับรถที่โจทก์รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ค - 2998 กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้รถคันดังกล่าวพุ่งชนรถแท็กซี่ หมายเลขทะเบียน มค 6436 กรุงเทพมหานคร และรถตู้หมายเลขทะเบียน อย 138 กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ด้านหน้า ทำให้รถที่ถูกชนได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่า ขับรถในขณะเมาสุรา โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไป 64,000 บาท คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตาม คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยที่ 1 เมาสุรา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้นั้น ในข้อนี้โจทก์มีนายวิริทธิพล เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ขับรถที่โจทก์รับประกันภัยด้วยความเร็วสูงในขณะที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดถึง 188 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และจากสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ระบุว่าพนักงานสอบสวนสังเกตว่าจำเลยที่ 1 มีอาการคล้ายเมาสุราจึงทำการทดสอบพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงแจ้งข้อหาว่าเป็นผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและในวันสืบพยานก็มิได้มาถามค้านเพื่อให้ฟังเป็นอย่างอื่น ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีมูลฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถคันอื่นจนทำให้เกิดความเสียหายแก่รถอื่นถึง 3 คัน ย่อมเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุรา เมื่อตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ท้ายตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 7 ระบุว่า การประกันภัยไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.6 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ข้อ 8 วรรคสอง ระบุว่าเงื่อนไขตาม 7.6 บริษัทจะไม่นำมาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิด เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปแล้วตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 8 วรรคสาม กำหนดไว้ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ พิเคราะห์เงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยข้อดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ผู้เอาประกันภัยที่จะถูกเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยนั้น หมายถึง ผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก แต่ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยมิใช่เป็นผู้ทำละเมิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามเงื่อนไขข้อดังกล่าว แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ทองธาร เหลืองเรืองรอง-เกษม เกษมปัญญา-บุญไชย ธนาพันธ์สิน) ศาลจังหวัดตลิ่งชัน - นายชิงชัย ศรประสิทธิ์ ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง กุลบุปผา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.217/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ5477/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ6196/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606123
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตลิ่งชัน",
        "judge": "นายชิงชัย ศรประสิทธิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายบุญส่ง กุลบุปผา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962368"
    }
}
date
2559
deka_no
8789/2559
deka_running_no
8789
deka_year
2559
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "ทองธาร เหลืองเรืองรอง",
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "บุญไชย ธนาพันธ์สิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 879"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าว่าคดีแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมสิทธิ์ ศิริมุขอาคม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 66,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 64,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 64,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,000 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทน พิเคราะห์แล้วอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด ผู้ร้อง เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ในชั้นฎีกาตามคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ปน 5771 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2546 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2547 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 จำเลยที่1 ขับรถที่โจทก์รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ค - 2998 กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้รถคันดังกล่าวพุ่งชนรถแท็กซี่ หมายเลขทะเบียน มค 6436 กรุงเทพมหานคร และรถตู้หมายเลขทะเบียน อย 138 กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ด้านหน้า ทำให้รถที่ถูกชนได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่า ขับรถในขณะเมาสุรา โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไป 64,000 บาท คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตาม คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยที่ 1 เมาสุรา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้นั้น ในข้อนี้โจทก์มีนายวิริทธิพล เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ขับรถที่โจทก์รับประกันภัยด้วยความเร็วสูงในขณะที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดถึง 188 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และจากสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ระบุว่าพนักงานสอบสวนสังเกตว่าจำเลยที่ 1 มีอาการคล้ายเมาสุราจึงทำการทดสอบพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงแจ้งข้อหาว่าเป็นผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและในวันสืบพยานก็มิได้มาถามค้านเพื่อให้ฟังเป็นอย่างอื่น ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีมูลฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถคันอื่นจนทำให้เกิดความเสียหายแก่รถอื่นถึง 3 คัน ย่อมเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุรา เมื่อตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ท้ายตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 7 ระบุว่า การประกันภัยไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.6 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ข้อ 8 วรรคสอง ระบุว่าเงื่อนไขตาม 7.6 บริษัทจะไม่นำมาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิด เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปแล้วตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 8 วรรคสาม กำหนดไว้ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ พิเคราะห์เงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยข้อดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ผู้เอาประกันภัยที่จะถูกเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยนั้น หมายถึง ผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก แต่ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยมิใช่เป็นผู้ทำละเมิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามเงื่อนไขข้อดังกล่าว แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
พ5477/2547
primary_red_case_no
พ6196/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000205.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.217/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559