คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9183/2559 ฉบับเต็ม

#606127
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9183/2559 บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โจทก์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) ป.รัษฎากร มาตรา 3 อัฏฐ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีข้อโต้แย้งเรื่องภาระภาษีสรรพสามิต ซึ่งต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตจนทำให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินค่าภาษีสรรพสามิตไม่ทันภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ขอขยายระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม กรมสรรพากรอนุมัติให้ขยายระยะเวลาตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ไม่มีภาระเบี้ยปรับ แต่ยังมีเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 0.75 ต่อเดือน โจทก์จึงมีหนังสือขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลย ต่อมากรมสรรรพากรมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจำเลยพิจารณาแล้วไม่อนุมัติการขอขยายระยะเวลา โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยมีคำสั่งเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย อันเป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีคำสั่งไม่อนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีผลกระทบต่อโจทก์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องตัวบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง โจทก์จึงฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเป็นจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0722/9870 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มลงวันที่ 15 ธันวาคม 2553 และให้จำเลยพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลาการยื่นแบบรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2546 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2548 เป็นวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ทราบว่าคือใคร ชื่อและนามสกุลอะไร ไม่สามารถเป็นคู่ความตามกฎหมายเพราะไม่ใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่รับฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง จึงให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้คำฟ้องโจทก์มิได้ระบุชื่อและนามสกุลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่คดีนี้เป็นการฟ้องว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นใช้อำนาจตามกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหาย บุคคลที่ดำรงตำแหน่งในเวลาดังกล่าวย่อมสามารถเข้าเป็นคู่ความได้ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีข้อโต้แย้งเรื่องภาระภาษีสรรพสามิตที่ได้รับจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตามแนวทางที่กำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรี จนต่อมามีการประชุมหารือและยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจนมีความเห็นว่า โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตจนทำให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินค่าภาษีสรรพสามิตไม่ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ยื่นขอขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร ต่อมากรมสรรพากรอนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีในเดือนภาษีพิพาทออกไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้โจทก์ไม่มีภาระเบี้ยปรับ แต่ยังมีเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 0.75 ต่อเดือน โจทก์เห็นว่ากรณีของโจทก์ถือเป็นเหตุอันควรที่จะไม่มีเงินเพิ่มเนื่องจากเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล มิใช่ความบกพร่องของโจทก์ โจทก์มีหนังสือขอให้กรมสรรพากรเสนอเรื่อง การขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มต่อจำเลยเพื่อใช้อำนาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสองและโจทก์มีหนังสือขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลยโดยตรง ต่อมากรมสรรพากรมีหนังสือมายังโจทก์เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจำเลยพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วไม่อนุมัติการขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยพิจารณาคำร้องของโจทก์และมีคำสั่งนั้น เป็นการทำคำสั่งที่ไม่ถูกต้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0722/9870 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2553 ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือแจ้งคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ที่บัญญัติว่า "กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ เมื่อรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรจะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีได้" และโจทก์ยังมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2546 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2548 อันเป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีคำสั่งไม่อนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีผลกระทบต่อโจทก์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องตัวบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง โจทก์จึงฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเป็นจำเลยได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่า จำเลยไม่สามารถเป็นคู่ความตามกฎหมายเพราะไม่ใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีก เพราะมิทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับ ให้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาตามรูปคดีต่อไปสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลภาษีอากรกลางและชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา (สมชาย สินเกษม -ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-นิพันธ์ ช่วยสกุล) ศาลภาษีอากรกลาง - นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.67/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ภ36/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ภ62/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606127
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962137"
    }
}
date
2559
deka_no
9183/2559
deka_running_no
9183
deka_year
2559
department
ภาษีอากร
judges
[
    "สมชาย สินเกษม",
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์",
    "นิพันธ์ ช่วยสกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (11)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 3 อัฏฐ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0722/9870 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มลงวันที่ 15 ธันวาคม 2553 และให้จำเลยพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลาการยื่นแบบรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2546 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2548 เป็นวันที่ 15 สิงหาคม 2548

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ทราบว่าคือใคร ชื่อและนามสกุลอะไร ไม่สามารถเป็นคู่ความตามกฎหมายเพราะไม่ใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่รับฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง จึงให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้คำฟ้องโจทก์มิได้ระบุชื่อและนามสกุลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่คดีนี้เป็นการฟ้องว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นใช้อำนาจตามกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหาย บุคคลที่ดำรงตำแหน่งในเวลาดังกล่าวย่อมสามารถเข้าเป็นคู่ความได้ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีข้อโต้แย้งเรื่องภาระภาษีสรรพสามิตที่ได้รับจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตามแนวทางที่กำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรี จนต่อมามีการประชุมหารือและยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจนมีความเห็นว่า โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตจนทำให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินค่าภาษีสรรพสามิตไม่ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ยื่นขอขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร ต่อมากรมสรรพากรอนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีในเดือนภาษีพิพาทออกไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้โจทก์ไม่มีภาระเบี้ยปรับ แต่ยังมีเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 0.75 ต่อเดือน โจทก์เห็นว่ากรณีของโจทก์ถือเป็นเหตุอันควรที่จะไม่มีเงินเพิ่มเนื่องจากเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล มิใช่ความบกพร่องของโจทก์ โจทก์มีหนังสือขอให้กรมสรรพากรเสนอเรื่อง การขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มต่อจำเลยเพื่อใช้อำนาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสองและโจทก์มีหนังสือขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลยโดยตรง ต่อมากรมสรรพากรมีหนังสือมายังโจทก์เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจำเลยพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วไม่อนุมัติการขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยพิจารณาคำร้องของโจทก์และมีคำสั่งนั้น เป็นการทำคำสั่งที่ไม่ถูกต้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0722/9870 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2553 ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือแจ้งคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ที่บัญญัติว่า "กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ เมื่อรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรจะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีได้" และโจทก์ยังมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2546 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2548 อันเป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีคำสั่งไม่อนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีผลกระทบต่อโจทก์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องตัวบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง โจทก์จึงฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเป็นจำเลยได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่า จำเลยไม่สามารถเป็นคู่ความตามกฎหมายเพราะไม่ใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีก เพราะมิทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาตามรูปคดีต่อไปสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลภาษีอากรกลางและชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
opensearch_id
primary_black_case_no
ภ36/2558
primary_red_case_no
ภ62/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000203.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.67/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559