คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10272/2559 ฉบับเต็ม

#606132
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10272/2559 พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว จังหวัดเพชรบุรี โจทก์ นางสาว ว. หรือ ฝ. โดยนาง พ. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก ผู้ร้อง เด็กหญิง ธ. จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 74 (2), มาตรา 74 (3), มาตรา 74 (5), มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง, มาตรา 317 วรรคสาม พฤติการณ์ที่จำเลยเป็นฝ่ายโทรศัพท์นัดหมายผู้เสียหายที่ 1 แล้วขับรถจักรยานยนต์พา อ. นั่งซ้อนท้ายไปรับผู้เสียหายที่ 1 หน้าโรงเรียนและพาออกนอกเส้นทางไปที่ร้านถ่ายรูป และไปขายบริการที่โรงแรมก็ดี และมีการรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปพักที่บ้าน ด. ก็ดี แล้วผู้เสียหายที่ 1 ถูก อ. กระทำชำเราล้วนบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยกับ อ. ได้นัดกันไว้แล้วล่วงหน้า แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะยินยอมสมัครใจเดินทางไปทุกหนแห่งกับจำเลยและ อ. รวมทั้งยินยอมให้ อ. กระทำชำเราก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 1 มิได้ตกลงยินยอมด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการก้าวล่วง กระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุเพียง 14 ปีเศษ ความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 หาได้มีผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดแต่อย่างใดไม่ พฤติการณ์ของจำเลยมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำระหว่างจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารและร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่ ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษ ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี แต่ไม่เกินกว่าจำเลยมีอายุสิบแปดปี ตาม ปอ. มาตรา 74 (5) โดยมีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของจำเลยให้กลับตนเป็นคนดี แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยมีอายุครบสิบแปดปี ศาลจึงไม่อาจส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมได้ จึงสมควรที่จะดำเนินการแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 74 ประการอื่นที่เหมาะสมแก่จำเลย โดยเห็นว่าควรมอบตัวจำเลยให้มารดา หรือผู้ปกครองซึ่งยังสามารถดูแลจำเลยได้ไป โดยวางข้อกำหนดให้มารดาหรือผู้ปกครองปฏิบัติตามและเพื่อให้จำเลยหลาบจำตามมาตรา 74 (2) เห็นสมควรกำหนดวิธีการและเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติจำเลยตามมาตรา 74 (3) ด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ก่อนเริ่มสืบพยาน นางสาว ว. ผู้เสียหายที่ 1 และนาง พ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ต่อมาผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) ให้ส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) ขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี นับแต่วันพิพากษา แต่อย่าให้เกินกว่าจำเลยมีอายุครบสิบแปดปี โดยคิดหักวันที่ควบคุมตัวให้ด้วย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปีเศษอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา วันเกิดเหตุนาย ธ. ซึ่งเป็นหลานของผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่โรงเรียนเพื่อไปสอบประจำภาคแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้เข้าสอบและไม่กลับบ้าน รวมทั้งผู้เสียหายที่ 2 ไม่สามารถติดต่อได้ จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรว่าผู้เสียหายที่ 1 หายไป หลังจากนั้นประมาณ 10 วัน ผู้เสียหายที่ 2 กับพวกติดตามพบผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านนาย ด. จึงพากันไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโท ช. พนักงานสอบสวน มีการส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกาย พันตำรวจโท ช. ทำการสอบสวนได้ความว่า จำเลยและนาย อ. ร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร จึงขอออกหมายจับนาย อ. ต่อมาจำเลยเข้ามอบตัว มีการแจ้งข้อกล่าวหา จำเลยให้การปฏิเสธ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้หรือไม่ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่เบิกความยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งจำต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังยิ่งก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเพียง 14 ปีเศษ และยังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่โรงเรียน ห. แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความเป็นขั้นเป็นตอนถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เสียหายที่ 1 ในวันเกิดเหตุ เริ่มตั้งแต่มีการโทรศัพท์นัดหมายกันระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 แล้ว จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณหน้าโรงเรียน ห.ที่ผู้เสียหายที่ 1 ศึกษาอยู่ โดยมีนาย อ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาด้วย หลังจากนั้นนาย อ. ก็เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยและผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ระหว่างทางนาย อ. ก็แยกตัวไป จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงแรม ซึ่งที่โรงแรมแห่งนี้ผู้เสียหายที่ 1 ถูกบังคับให้ขายบริการทางเพศ หลังจากนั้นจำเลยก็มารับผู้เสียหายที่ 1 แล้วส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ให้นาย อ. รับไป หลังจากนั้นนาย อ. ก็พาผู้เสียหายที่ 1 ไปพักที่บ้านนาย ด. ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2555 จนถึงวันที่ 28 มีนาคม 2555 ที่ผู้เสียหายที่ 2 ตามไปพบและนำตัวผู้เสียหายที่ 1 กลับมาได้ แต่ในระหว่างที่ผู้เสียหายที่ 1 พักอยู่ที่บ้านนาย ด. นาย อ. ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ข้อความต่าง ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่สมควรในทางเพศ และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตัวผู้เสียหายที่ 1 และครอบครัว รวมทั้งยังมีผลกระทบต่อชีวิตและอนาคตของผู้เสียหายที่ 1 ในภายภาคหน้า ทั้งยังมีผลต่อการมีคู่ครองของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เติบโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงเบิกความยืนยันถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ทั้งยังนำเจ้าพนักงานตำรวจไปชี้สถานที่ต่าง ๆ ตามคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง สำหรับพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปในสถานที่ต่าง ๆ โดยมีนาย อ. ร่วมเดินทางไปด้วย รวมทั้งการที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศ หลังจากนั้นนาย อ. ก็พาผู้เสียหายที่ 1 ไปพักที่บ้านนาย ด. และได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 มีโอกาสที่จะแยกตัวไปจากจำเลยและนาย อ. หรือหลบหนีออกไปจากบ้านนาย ด. ได้ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่กระทำซึ่งดูประการหนึ่งจะทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีข้อพิรุธ ไม่มีน้ำหนักรับฟังไม่ได้ดังข้อที่จำเลยฎีกา นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ทั้งผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยต่างมีอายุ 14 ปีเศษ อยู่ในช่วงวัยรุ่นวัยคะนอง มีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศ พฤติการณ์ที่จำเลยพานาย อ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 และพาออกนอกเส้นทางที่จะไปร้านถ่ายรูปและพากันไปจนไปถึงโรงแรมก็ดีและมีการรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปพักที่บ้านนาย ด. ก็ดี ล้วนบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยกับนาย อ. ได้ตกลงนัดหมายกันไว้แล้วล่วงหน้า ในส่วนผู้เสียหายที่ 1 แม้จะเบิกความว่า จำเลยชักชวนให้พาไปร้านถ่ายรูป แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังร่วมเดินทางไปกับจำเลยและนาย อ. แม้เป็นการเดินทางออกนอกเส้นทางที่ตกลงกันไว้ ชี้ให้เห็นว่าตัวผู้เสียหายที่ 1 เองก็ยินยอมสมัครใจเดินทางไปทุกหนแห่งกับจำเลยและนาย อ. รวมทั้งยินยอมให้นาย อ. กระทำชำเราด้วย ด้วยเหตุนี้การที่ผู้เสียหายที่ 1 ละโอกาสที่จะปกป้องตนเองจึงหาทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีพิรุธไม่ ส่วนการที่บันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งเป็นคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีข้อความระบุถึงการที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศ ที่โรงแรมนั้น ก็ปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจโท ช. พนักงานสอบสวนว่า เหตุที่พยานไม่ระบุข้อความที่ผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปขายบริการบนห้องพัก เพราะไม่มีพยานหลักฐานในส่วนนี้ แต่อย่างไรก็ตาม พยานโจทก์ปากนี้ก็เบิกความรับรองว่าในชั้นสอบสวน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 นำชี้ที่เกิดเหตุบริเวณหลังโรงแรม ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาขายบริการที่โรงแรม ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ได้รับเงินประมาณ 2,000 บาท แต่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นมีการให้เงินกัน 10,000 บาทเศษ ในวันนั้นพยานโจทก์ขอความร่วมมือจากทางโรงแรมโดยขอดูโทรทัศน์วงจรปิด แต่โรงแรมไม่ให้ความร่วมมือ คำเบิกความของพันตำรวจโท ช. พนักงานสอบสวนจึงทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ได้ให้การถึงเหตุการณ์ที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศที่โรงแรมแล้ว มีน้ำหนักควรแก่การรับฟังและเอกสารมิได้ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงแรมเพื่อค้าประเวณี หลังจากนั้นนาย อ. มารับผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่ที่บ้านนาย ด. นานหลายวัน ซึ่งในระหว่างนั้นนาย อ. ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง แม้ผู้เสียหายที่ 1 เต็มใจไปด้วยกับจำเลยและยินยอมให้นาย อ. กระทำชำเราก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาผู้เสียหายที่ 1 มิได้ตกลงยินยอมด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการก้าวล่วง กระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และขณะเกิดเหตุคดีนี้ ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเพียง 14 ปีเศษ ความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 หาได้มีผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดแต่อย่างใดไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารและร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเพื่อการอนาจาร ข้อที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีพิรุธ ไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ก็ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วข้างต้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุน มิใช่ตัวการนั้นเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยเป็นฝ่ายโทรศัพท์นัดหมายผู้เสียหายที่ 1 แล้วขับรถจักรยานยนต์โดยมีนาย อ. นั่งซ้อนท้ายไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณหน้าโรงเรียนแล้ว นาย อ. เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปโดยมีจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ระหว่างทางนาย อ. จอดรถแล้วแยกตัวไป จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงแรม หลังจากนั้นจำเลยก็โทรศัพท์นัดหมายให้นาย อ. มารับผู้เสียหายที่ 1 ที่โรงแรม แล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปพักค้างคืนที่บ้านนาย ด. ส่วนจำเลยแยกกลับบ้านไป จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำระหว่างจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดแล้ว หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า กรณีมีเหตุอันควรงดส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี แต่อย่าให้เกินกว่าจำเลยมีอายุครบสิบแปดปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) โดยมีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของจำเลยให้กลับตนเป็นคนดีนั้นย่อมเหมาะสมกันแล้ว แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยมีอายุครบสิบแปดปีแล้ว ศาลจึงไม่อาจส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 (จังหวัดราชบุรี) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) ได้ จึงสมควรที่จะดำเนินการแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ประการอื่น ที่เหมาะสมแก่จำเลย โดยเห็นว่าควรมอบตัวจำเลยให้มารดาหรือผู้ปกครองซึ่งยังสามารถดูแลจำเลยได้ไป โดยวางข้อกำหนดให้มารดาหรือผู้ปกครองปฏิบัติตามและเพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรกำหนดวิธีดำเนินการและเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้มารดาหรือผู้ปกครองจำเลยรับตัวจำเลยไปอบรมสั่งสอนและดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้าย หรือกระทำความผิดอาญาใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง หากจำเลยก่อเหตุร้าย หรือกระทำผิดอาญาอีก มารดาหรือผู้ปกครองจำเลยจะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 10,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (2) และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 3 ปี ทุกครั้ง ที่ไปรายงานตัว ให้ตรวจปัสสาวะจำเลยเพื่อหาสารเสพติด ให้จำเลยนำผลการศึกษาทุกภาคการศึกษาแสดงต่อศาลชั้นต้น ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับเพื่อนที่ไม่ดี ห้ามออกนอกบ้านในเวลากลางคืน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง ห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน ห้ามเล่นการพนัน กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 36 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (สุรางคนา กมลละคร-พิศล พิรุณ-กีรติ กาญจนรินทร์) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี - นายพิสิทธิ์ ฉายะไพสิฐพร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายชัยรัตน์ ศิลาลาย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชอ.232/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ149/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ251/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606132
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี",
        "judge": "นายพิสิทธิ์ ฉายะไพสิฐพร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายชัยรัตน์ ศิลาลาย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961777"
    }
}
date
2559
deka_no
10272/2559
deka_running_no
10272
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "สุรางคนา กมลละคร",
    "พิศล พิรุณ",
    "กีรติ กาญจนรินทร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 74 (2)",
            "ม. 74 (3)",
            "ม. 74 (5)",
            "ม. 283 ทวิ วรรคสอง",
            "ม. 317 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "จังหวัดเพชรบุรี"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางสาว ว. หรือ ฝ. โดยนาง พ."
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "เด็กหญิง ธ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนเริ่มสืบพยาน นางสาว ว. ผู้เสียหายที่ 1 และนาง พ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ต่อมาผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) ให้ส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) ขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี นับแต่วันพิพากษา แต่อย่าให้เกินกว่าจำเลยมีอายุครบสิบแปดปี โดยคิดหักวันที่ควบคุมตัวให้ด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปีเศษอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา วันเกิดเหตุนาย ธ. ซึ่งเป็นหลานของผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่โรงเรียนเพื่อไปสอบประจำภาคแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้เข้าสอบและไม่กลับบ้าน รวมทั้งผู้เสียหายที่ 2 ไม่สามารถติดต่อได้ จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรว่าผู้เสียหายที่ 1 หายไป หลังจากนั้นประมาณ 10 วัน ผู้เสียหายที่ 2 กับพวกติดตามพบผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านนาย ด. จึงพากันไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโท ช. พนักงานสอบสวน มีการส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกาย พันตำรวจโท ช. ทำการสอบสวนได้ความว่า จำเลยและนาย อ. ร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร จึงขอออกหมายจับนาย อ. ต่อมาจำเลยเข้ามอบตัว มีการแจ้งข้อกล่าวหา จำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้หรือไม่ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่เบิกความยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งจำต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังยิ่งก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเพียง 14 ปีเศษ และยังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่โรงเรียน ห. แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความเป็นขั้นเป็นตอนถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เสียหายที่ 1 ในวันเกิดเหตุ เริ่มตั้งแต่มีการโทรศัพท์นัดหมายกันระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 แล้ว จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณหน้าโรงเรียน ห.ที่ผู้เสียหายที่ 1 ศึกษาอยู่ โดยมีนาย อ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาด้วย หลังจากนั้นนาย อ. ก็เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยและผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ระหว่างทางนาย อ. ก็แยกตัวไป จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงแรม ซึ่งที่โรงแรมแห่งนี้ผู้เสียหายที่ 1 ถูกบังคับให้ขายบริการทางเพศ หลังจากนั้นจำเลยก็มารับผู้เสียหายที่ 1 แล้วส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ให้นาย อ. รับไป หลังจากนั้นนาย อ. ก็พาผู้เสียหายที่ 1 ไปพักที่บ้านนาย ด. ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2555 จนถึงวันที่ 28 มีนาคม 2555 ที่ผู้เสียหายที่ 2 ตามไปพบและนำตัวผู้เสียหายที่ 1 กลับมาได้ แต่ในระหว่างที่ผู้เสียหายที่ 1 พักอยู่ที่บ้านนาย ด. นาย อ. ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ข้อความต่าง ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่สมควรในทางเพศ และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตัวผู้เสียหายที่ 1 และครอบครัว รวมทั้งยังมีผลกระทบต่อชีวิตและอนาคตของผู้เสียหายที่ 1 ในภายภาคหน้า ทั้งยังมีผลต่อการมีคู่ครองของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เติบโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงเบิกความยืนยันถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ทั้งยังนำเจ้าพนักงานตำรวจไปชี้สถานที่ต่าง ๆ ตามคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง สำหรับพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปในสถานที่ต่าง ๆ โดยมีนาย อ. ร่วมเดินทางไปด้วย รวมทั้งการที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศ หลังจากนั้นนาย อ. ก็พาผู้เสียหายที่ 1 ไปพักที่บ้านนาย ด. และได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 มีโอกาสที่จะแยกตัวไปจากจำเลยและนาย อ. หรือหลบหนีออกไปจากบ้านนาย ด. ได้ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่กระทำซึ่งดูประการหนึ่งจะทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีข้อพิรุธ ไม่มีน้ำหนักรับฟังไม่ได้ดังข้อที่จำเลยฎีกา นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ทั้งผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยต่างมีอายุ 14 ปีเศษ อยู่ในช่วงวัยรุ่นวัยคะนอง มีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศ พฤติการณ์ที่จำเลยพานาย อ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 และพาออกนอกเส้นทางที่จะไปร้านถ่ายรูปและพากันไปจนไปถึงโรงแรมก็ดีและมีการรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปพักที่บ้านนาย ด. ก็ดี ล้วนบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยกับนาย อ. ได้ตกลงนัดหมายกันไว้แล้วล่วงหน้า ในส่วนผู้เสียหายที่ 1 แม้จะเบิกความว่า จำเลยชักชวนให้พาไปร้านถ่ายรูป แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังร่วมเดินทางไปกับจำเลยและนาย อ. แม้เป็นการเดินทางออกนอกเส้นทางที่ตกลงกันไว้ ชี้ให้เห็นว่าตัวผู้เสียหายที่ 1 เองก็ยินยอมสมัครใจเดินทางไปทุกหนแห่งกับจำเลยและนาย อ. รวมทั้งยินยอมให้นาย อ. กระทำชำเราด้วย ด้วยเหตุนี้การที่ผู้เสียหายที่ 1 ละโอกาสที่จะปกป้องตนเองจึงหาทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีพิรุธไม่ ส่วนการที่บันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งเป็นคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีข้อความระบุถึงการที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศ ที่โรงแรมนั้น ก็ปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจโท ช. พนักงานสอบสวนว่า เหตุที่พยานไม่ระบุข้อความที่ผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปขายบริการบนห้องพัก เพราะไม่มีพยานหลักฐานในส่วนนี้ แต่อย่างไรก็ตาม พยานโจทก์ปากนี้ก็เบิกความรับรองว่าในชั้นสอบสวน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 นำชี้ที่เกิดเหตุบริเวณหลังโรงแรม ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาขายบริการที่โรงแรม ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ได้รับเงินประมาณ 2,000 บาท แต่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นมีการให้เงินกัน 10,000 บาทเศษ ในวันนั้นพยานโจทก์ขอความร่วมมือจากทางโรงแรมโดยขอดูโทรทัศน์วงจรปิด แต่โรงแรมไม่ให้ความร่วมมือ คำเบิกความของพันตำรวจโท ช. พนักงานสอบสวนจึงทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ได้ให้การถึงเหตุการณ์ที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศที่โรงแรมแล้ว มีน้ำหนักควรแก่การรับฟังและเอกสารมิได้ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงแรมเพื่อค้าประเวณี หลังจากนั้นนาย อ. มารับผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่ที่บ้านนาย ด. นานหลายวัน ซึ่งในระหว่างนั้นนาย อ. ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง แม้ผู้เสียหายที่ 1 เต็มใจไปด้วยกับจำเลยและยินยอมให้นาย อ. กระทำชำเราก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาผู้เสียหายที่ 1 มิได้ตกลงยินยอมด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการก้าวล่วง กระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และขณะเกิดเหตุคดีนี้ ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเพียง 14 ปีเศษ ความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 หาได้มีผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดแต่อย่างใดไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารและร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเพื่อการอนาจาร ข้อที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีพิรุธ ไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ก็ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วข้างต้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุน มิใช่ตัวการนั้นเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยเป็นฝ่ายโทรศัพท์นัดหมายผู้เสียหายที่ 1 แล้วขับรถจักรยานยนต์โดยมีนาย อ. นั่งซ้อนท้ายไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณหน้าโรงเรียนแล้ว นาย อ. เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปโดยมีจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ระหว่างทางนาย อ. จอดรถแล้วแยกตัวไป จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงแรม หลังจากนั้นจำเลยก็โทรศัพท์นัดหมายให้นาย อ. มารับผู้เสียหายที่ 1 ที่โรงแรม แล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปพักค้างคืนที่บ้านนาย ด. ส่วนจำเลยแยกกลับบ้านไป จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำระหว่างจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดแล้ว หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า กรณีมีเหตุอันควรงดส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี แต่อย่าให้เกินกว่าจำเลยมีอายุครบสิบแปดปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) โดยมีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของจำเลยให้กลับตนเป็นคนดีนั้นย่อมเหมาะสมกันแล้ว แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยมีอายุครบสิบแปดปีแล้ว ศาลจึงไม่อาจส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 (จังหวัดราชบุรี) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) ได้ จึงสมควรที่จะดำเนินการแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ประการอื่น ที่เหมาะสมแก่จำเลย โดยเห็นว่าควรมอบตัวจำเลยให้มารดาหรือผู้ปกครองซึ่งยังสามารถดูแลจำเลยได้ไป โดยวางข้อกำหนดให้มารดาหรือผู้ปกครองปฏิบัติตามและเพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรกำหนดวิธีดำเนินการและเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้มารดาหรือผู้ปกครองจำเลยรับตัวจำเลยไปอบรมสั่งสอนและดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้าย หรือกระทำความผิดอาญาใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง หากจำเลยก่อเหตุร้าย หรือกระทำผิดอาญาอีก มารดาหรือผู้ปกครองจำเลยจะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 10,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (2) และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 3 ปี ทุกครั้ง ที่ไปรายงานตัว ให้ตรวจปัสสาวะจำเลยเพื่อหาสารเสพติด ให้จำเลยนำผลการศึกษาทุกภาคการศึกษาแสดงต่อศาลชั้นต้น ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับเพื่อนที่ไม่ดี ห้ามออกนอกบ้านในเวลากลางคืน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง ห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน ห้ามเล่นการพนัน กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 36 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
อ149/2555
primary_red_case_no
อ251/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000200.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชอ.232/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559