คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9593/2559 ฉบับเต็ม

#606332
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9593/2559 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เดอะ กรีนโปรเจ็ค 999 กับพวก โจทก์ บริษัทแมนูไลฟ์ ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 199 วรรคสอง แม้เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบมิใช่ข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่เกี่ยวกับที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบ คดีนี้โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งที่ปรึกษา... ต่อมาต้นปี 2557 จำเลยเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 เป็นต้นไปจำเลยไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมีสิทธิเพียงถามค้านพยานโจทก์ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 เป็นต้นไปตามคำฟ้องหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเอาข้อเท็จจริงว่าคู่สัญญาฝ่ายจำเลยที่ลงลายมือชื่อสองคนในสัญญาโดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรรมการบริษัทจำเลยหรือได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ทำสัญญากับโจทก์ทั้งสอง ไม่มีการประทับตราสำคัญของจำเลยมาวินิจฉัย ย่อมถือว่าจำเลยทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองไม่ได้ สัญญาไม่ผูกพันจำเลย นำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องอำนาจฟ้องย่อมเป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่เกี่ยวกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีหน้าที่ต้องนำสืบมาวินิจฉัย เป็นการไม่ชอบ อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ แล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก เป็นการมิชอบ ศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 11,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,400,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเห็นสมควรให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบมิใช่ข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่เกี่ยวกับที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบ คดีนี้โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งที่ปรึกษา... ต่อมาต้นปี 2557 จำเลยเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 เป็นต้นไปจำเลยไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 อันเป็นการผิดสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยมีสิทธิเพียงถามค้านพยานโจทก์ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 199 วรรคสอง ชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ที่ 1 ไม่ปรากฏว่าขณะที่โจทก์ที่ 2 และนายสุวิรัช เป็นพยานเบิกความ จำเลยได้ถามค้านพยานทั้งสองว่า Mr. Ching กับนายสุวิรัชไม่มีอำนาจทำสัญญาแทนจำเลย จำเลยไม่เคยชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 เลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์ที่ 1 ว่า ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2554 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 และจำเลยชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 มาโดยตลอด คดีจึงไม่มีประเด็นว่า บุคคลทั้งสอง มีอำนาจทำสัญญาแทนจำเลยหรือไม่อีกต่อไป คงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 เป็นต้นไปตามคำฟ้องหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเอาข้อเท็จจริงว่าคู่สัญญาฝ่ายจำเลยที่ลงลายมือชื่อสองคนในสัญญาโดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรรมการของจำเลยหรือได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ทำสัญญากับโจทก์ทั้งสอง ไม่มีการประทับตราสำคัญของจำเลยมาวินิจฉัย ย่อมถือว่าจำเลยทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองไม่ได้ สัญญาไม่ผูกพันจำเลย นำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องอำนาจฟ้องย่อมเป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่เกี่ยวกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบมาวินิจฉัย เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4250/2549 ที่ศาลอุทธรณ์กล่าวถึง ข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้ นำมาเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีนี้ไม่ได้ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาที่อ้างเหตุผลประการอื่นของโจทก์ที่ 1 นอกจากที่ได้วินิจฉัยมาก็ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง สำหรับประเด็นที่ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ดังกล่าวด้วยแล้วว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัย เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าออกไปศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ที่ 1 มีโจทก์ที่ 2 เป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามฟ้องว่า ต้นปี 2557 จำเลยเริ่มทำผิดสัญญา โดยไม่จัดห้องทำงานไม่จัดค่าใช้จ่าย งบประมาณและบุคลากรให้โจทก์ที่ 1 ลักษณะเพื่อบีบบังคับไม่ให้โจทก์ที่ 1 สามารถทำงานได้ตามปกติ และเมื่อเดือนกันยายน 2557 ก็ไม่ได้ชำระค่าจ้าง ซึ่งตามสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษา มีว่า จำเลยจะจ่ายค่าที่ปรึกษาแก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ที่ 1 ให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 6 ตุลาคม 2557 ให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา โดยให้จำเลยชำระค่าที่ปรึกษาไปจนครบสัญญาถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ด้วยตามหนังสือเรื่องการปฏิบัติตามสัญญา เมื่อโจทก์ที่ 2 เป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงเบิกความยืนยัน มีพยานเอกสารเป็นหลักฐานสนับสนุน พยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยต้องรับผิดชำระเงิน 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แก่โจทก์ที่ 1 และพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 เสียด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ แล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก เป็นการมิชอบ ศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโจทก์ที่ 1 และจำเลยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ที่ 2 และจำเลยให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประทีป ดุลพินิจธรรมา-ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์-โสภณ บางยี่ขัน) ศาลแพ่ง - นายศุภสินธุ์ ศิริลิมากุล ศาลอุทธรณ์ - นายเอกชัย ชินณพงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1854/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ5366/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3687/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606332
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายศุภสินธุ์ ศิริลิมากุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเอกชัย ชินณพงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961910"
    }
}
date
2559
deka_no
9593/2559
deka_running_no
9593
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์",
    "โสภณ บางยี่ขัน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 199 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เดอะ กรีนโปรเจ็ค 999 กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทแมนูไลฟ์ ประกันชีวิต (ประเทศไทย)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 11,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,400,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเห็นสมควรให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบมิใช่ข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่เกี่ยวกับที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบ คดีนี้โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งที่ปรึกษา... ต่อมาต้นปี 2557 จำเลยเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 เป็นต้นไปจำเลยไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 อันเป็นการผิดสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยมีสิทธิเพียงถามค้านพยานโจทก์ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 199 วรรคสอง ชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ที่ 1 ไม่ปรากฏว่าขณะที่โจทก์ที่ 2 และนายสุวิรัช เป็นพยานเบิกความ จำเลยได้ถามค้านพยานทั้งสองว่า Mr. Ching กับนายสุวิรัชไม่มีอำนาจทำสัญญาแทนจำเลย จำเลยไม่เคยชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 เลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์ที่ 1 ว่า ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2554 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 และจำเลยชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 มาโดยตลอด คดีจึงไม่มีประเด็นว่า บุคคลทั้งสอง มีอำนาจทำสัญญาแทนจำเลยหรือไม่อีกต่อไป คงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 เป็นต้นไปตามคำฟ้องหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเอาข้อเท็จจริงว่าคู่สัญญาฝ่ายจำเลยที่ลงลายมือชื่อสองคนในสัญญาโดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรรมการของจำเลยหรือได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ทำสัญญากับโจทก์ทั้งสอง ไม่มีการประทับตราสำคัญของจำเลยมาวินิจฉัย ย่อมถือว่าจำเลยทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองไม่ได้ สัญญาไม่ผูกพันจำเลย นำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องอำนาจฟ้องย่อมเป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่เกี่ยวกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบมาวินิจฉัย เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4250/2549 ที่ศาลอุทธรณ์กล่าวถึง ข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้ นำมาเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีนี้ไม่ได้ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาที่อ้างเหตุผลประการอื่นของโจทก์ที่ 1 นอกจากที่ได้วินิจฉัยมาก็ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง สำหรับประเด็นที่ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ดังกล่าวด้วยแล้วว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัย เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าออกไปศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ที่ 1 มีโจทก์ที่ 2 เป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามฟ้องว่า ต้นปี 2557 จำเลยเริ่มทำผิดสัญญา โดยไม่จัดห้องทำงานไม่จัดค่าใช้จ่าย งบประมาณและบุคลากรให้โจทก์ที่ 1 ลักษณะเพื่อบีบบังคับไม่ให้โจทก์ที่ 1 สามารถทำงานได้ตามปกติ และเมื่อเดือนกันยายน 2557 ก็ไม่ได้ชำระค่าจ้าง ซึ่งตามสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษา มีว่า จำเลยจะจ่ายค่าที่ปรึกษาแก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ที่ 1 ให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 6 ตุลาคม 2557 ให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา โดยให้จำเลยชำระค่าที่ปรึกษาไปจนครบสัญญาถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ด้วยตามหนังสือเรื่องการปฏิบัติตามสัญญา เมื่อโจทก์ที่ 2 เป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงเบิกความยืนยัน มีพยานเอกสารเป็นหลักฐานสนับสนุน พยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยต้องรับผิดชำระเงิน 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แก่โจทก์ที่ 1 และพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 เสียด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ แล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก เป็นการมิชอบ ศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโจทก์ที่ 1 และจำเลยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ที่ 2 และจำเลยให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ5366/2557
primary_red_case_no
พ3687/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000201.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1854/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559