คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9647/2559 ฉบับเต็ม

#606340
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9647/2559 พนักงานอัยการคดีเยาวชน และครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายณัฐพงศ์ ไชยน้อยหรือขวาเมือง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 219 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ตาม ป.อ. มาตรา 340, 340 ตรี จำเลยให้การปฏิเสธแต่รับว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 และ 357 วรรคหนึ่ง ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลย ยกฟ้องฐานปล้นทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคหนึ่ง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุก 8 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 25,540 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกาว่าไม่มีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขบทความผิดและแก้โทษจากรอการกำหนดโทษเป็นฝึกและอบรม มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขมากแต่ไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย เพราะการฝึกและอบรมไม่ใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา 18 ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340, 340 ตรี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 25,540 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83, 357 วรรคหนึ่ง อาศัยอำนาจตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ดังนี้ 1) ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงใหม่ทุกระยะ 3 เดือน ต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี ทุกครั้งที่มารายงานตัวให้ตรวจปัสสาวะของจำเลย หากพบสารเสพติดให้รายงานให้ศาลทราบ 2) ให้ประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อเป็นกิจจะลักษณะ หากผลการเรียนตกต่ำกว่าเดิมให้รายงานศาล 3) ให้ละเว้นการคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี โดยเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ 4) ห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน เข้าไปในสถานเริงรมย์ทุกประเภท หรือเกี่ยวข้องกับหญิงค้าประเวณี 5) ห้ามดื่มสุรา สูบบุหรี่ สูดดมสารระเหย หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด 6) ห้ามเล่นการพนันทุกประเภท 7) ห้ามออกจากที่อยู่อาศัยในเวลากลางคืน เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็น หรือได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง 8) ให้จำเลยมาศาลเมื่อศาลจัดโครงการที่เป็นประโยชน์แก่จำเลย 9) ให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจำนวน 12 ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 1 ปี ยกฟ้องฐานปล้นทรัพย์ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคหนึ่ง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุไม่เกินสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำคุก 8 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ประกอบด้วยมาตรา 143 วรรคหนึ่ง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา โดยหักวันที่จำเลยถูกควบคุมตัวให้ด้วย และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 25,540 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83, 357 วรรคหนึ่ง ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลย ยกฟ้องฐานปล้นทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคหนึ่ง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุก 8 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 25,540 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกาว่า ไม่มีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขบทความผิดและแก้โทษจากรอการกำหนดโทษเป็นฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขมากแต่ไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย เพราะการฝึกและอบรมไม่ใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย (ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-พิศล พิรุณ-สู่บุญ วุฒิวงศ์) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ - นายกริชชัย เชื้อชมภู ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายรัฐพลี ตั้งใจตรง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชอ.207/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ346/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ94/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606340
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายกริชชัย เชื้อชมภู"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายรัฐพลี ตั้งใจตรง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961910"
    }
}
date
2559
deka_no
9647/2559
deka_running_no
9647
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "พิศล พิรุณ",
    "สู่บุญ วุฒิวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 219"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 6"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชน"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "และครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายณัฐพงศ์ ไชยน้อยหรือขวาเมือง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340, 340 ตรี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 25,540 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83, 357 วรรคหนึ่ง อาศัยอำนาจตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ดังนี้

1) ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงใหม่ทุกระยะ 3 เดือน ต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี ทุกครั้งที่มารายงานตัวให้ตรวจปัสสาวะของจำเลย หากพบสารเสพติดให้รายงานให้ศาลทราบ

2) ให้ประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อเป็นกิจจะลักษณะ หากผลการเรียนตกต่ำกว่าเดิมให้รายงานศาล

3) ให้ละเว้นการคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี โดยเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ

4) ห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน เข้าไปในสถานเริงรมย์ทุกประเภท หรือเกี่ยวข้องกับหญิงค้าประเวณี

5) ห้ามดื่มสุรา สูบบุหรี่ สูดดมสารระเหย หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด

6) ห้ามเล่นการพนันทุกประเภท

7) ห้ามออกจากที่อยู่อาศัยในเวลากลางคืน เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็น หรือได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง

8) ให้จำเลยมาศาลเมื่อศาลจัดโครงการที่เป็นประโยชน์แก่จำเลย

9) ให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจำนวน 12 ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 1 ปี

ยกฟ้องฐานปล้นทรัพย์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคหนึ่ง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุไม่เกินสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำคุก 8 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ประกอบด้วยมาตรา 143 วรรคหนึ่ง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา โดยหักวันที่จำเลยถูกควบคุมตัวให้ด้วย และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 25,540 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83, 357 วรรคหนึ่ง ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลย ยกฟ้องฐานปล้นทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคหนึ่ง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุก 8 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 25,540 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกาว่า ไม่มีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขบทความผิดและแก้โทษจากรอการกำหนดโทษเป็นฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขมากแต่ไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย เพราะการฝึกและอบรมไม่ใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
อ346/2555
primary_red_case_no
อ94/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000201.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชอ.207/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559