คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10005/2559 ฉบับเต็ม

#606342
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10005/2559 นายมาซาฮิโร่ โอคูมูระ โจทก์ บริษัทเอ็ม เอ็น ซี พลาสติโค จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 138 ในกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม หากคู่ความฝ่ายใดฝายหนึ่งเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย คู่ความจะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวหากเข้าเหตุหนึ่งเหตุใดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า ใบแต่งทนายความจำเลยระบุข้อความเกี่ยวกับอำนาจของทนายความให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิของจำเลย เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ โดยมีลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยพร้อมตราประทับของจำเลยถูกต้องตามหนังสือรับรองของจำเลย ทนายความจำเลยย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจเต็มที่ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลว่าข้อความที่ตกลงกับโจทก์นั้นเหมาะสม ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทนายความจำเลยไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นแม้จำเลยไม่ต้องการตกลงกับโจทก์ ก็เป็นเรื่องทนายความจำเลยกระทำการฝ่าฝืนความประสงค์ของจำเลย หากจำเลยเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 โจทก์และทนายจำเลยแถลงร่วมกันว่า คดีตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลแรงงานภาค 1 จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความอ้างว่าการที่ทนายจำเลยคนเดิมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปนั้น ไม่ได้เป็นไปโดยความยินยอมหรือความตั้งใจของจำเลย ทำให้จำเลยเสียหาย จึงไม่ผูกพันจำเลยประกอบกับโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วและคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ศาลจึงไม่อาจวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งว่า จำเลยแต่งตั้งนางสาวอานันท์ดา ให้เป็นทนายความโดยมีอำนาจดำเนินการใดไปในทางจำหน่ายสิทธิ รวมทั้งประนีประนอมยอมความด้วย นางสาวอานันท์ดาจึงมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนจำเลย กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรก โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทนายจำเลยทำกับโจทก์และศาลมีคำพิพากษาตามยอมนั้นไม่ผูกพันจำเลย เนื่องจากทนายจำเลยกระทำไปคลาดเคลื่อนจากเจตนาที่แท้จริงของจำเลย ซึ่งจำเลยหามีเจตนาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ไม่ ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม เห็นว่า ในกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากคู่ความฝ่ายใดฝายหนึ่งเห็นว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย คู่ความจะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม หากเข้าเหตุหนึ่งเหตุใดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า ใบแต่งทนายความจำเลยฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2552 ระบุข้อความเกี่ยวกับอำนาจของทนายความให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิของจำเลย เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ โดยมีลายมือชื่อของนายนอร์แมน กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยพร้อมตราประทับของจำเลยถูกต้องตามหนังสือรับรองของบริษัทจำเลย ทนายความจำเลยย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจเต็มที่ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลว่าข้อความที่ตกลงกับโจทก์นั้นเหมาะสม ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ซึ่งทนายความจำเลยมีอำนาจต่อรองและจะไม่ยอมตกลงก็ได้หากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทนายความจำเลยไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น แม้จำเลยไม่ต้องการตกลงกับโจทก์ ก็เป็นเรื่องทนายความจำเลยกระทำการฝ่าฝืนความประสงค์ของจำเลย หากจำเลยเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า ทนายความจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นไปตามเจตนาของจำเลยจึงไม่ใช่เหตุหนึ่งเหตุใดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่จะทำให้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลแรงงานภาค 1 ทั้งไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ที่ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน (ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร-วิชัย เอื้ออังคณากุล-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) ศาลแรงงานภาค 1 - นางมณฑนา วิจิตรทัศนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.179/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ131/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ247/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606342
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 1",
        "judge": "นางมณฑนา วิจิตรทัศนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961789"
    }
}
date
2559
deka_no
10005/2559
deka_running_no
10005
deka_year
2559
department
แรงงาน
judges
[
    "ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร",
    "วิชัย เอื้ออังคณากุล",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 138"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายมาซาฮิโร่ โอคูมูระ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเอ็ม เอ็น ซี พลาสติโค จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 โจทก์และทนายจำเลยแถลงร่วมกันว่า คดีตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลแรงงานภาค 1 จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความอ้างว่าการที่ทนายจำเลยคนเดิมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปนั้น ไม่ได้เป็นไปโดยความยินยอมหรือความตั้งใจของจำเลย ทำให้จำเลยเสียหาย จึงไม่ผูกพันจำเลยประกอบกับโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วและคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ศาลจึงไม่อาจวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้

ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งว่า จำเลยแต่งตั้งนางสาวอานันท์ดา ให้เป็นทนายความโดยมีอำนาจดำเนินการใดไปในทางจำหน่ายสิทธิ รวมทั้งประนีประนอมยอมความด้วย นางสาวอานันท์ดาจึงมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนจำเลย กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรก โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทนายจำเลยทำกับโจทก์และศาลมีคำพิพากษาตามยอมนั้นไม่ผูกพันจำเลย เนื่องจากทนายจำเลยกระทำไปคลาดเคลื่อนจากเจตนาที่แท้จริงของจำเลย ซึ่งจำเลยหามีเจตนาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ไม่ ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม เห็นว่า ในกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากคู่ความฝ่ายใดฝายหนึ่งเห็นว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย คู่ความจะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม หากเข้าเหตุหนึ่งเหตุใดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า ใบแต่งทนายความจำเลยฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2552 ระบุข้อความเกี่ยวกับอำนาจของทนายความให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิของจำเลย เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ โดยมีลายมือชื่อของนายนอร์แมน กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยพร้อมตราประทับของจำเลยถูกต้องตามหนังสือรับรองของบริษัทจำเลย ทนายความจำเลยย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจเต็มที่ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลว่าข้อความที่ตกลงกับโจทก์นั้นเหมาะสม ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ซึ่งทนายความจำเลยมีอำนาจต่อรองและจะไม่ยอมตกลงก็ได้หากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทนายความจำเลยไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น แม้จำเลยไม่ต้องการตกลงกับโจทก์ ก็เป็นเรื่องทนายความจำเลยกระทำการฝ่าฝืนความประสงค์ของจำเลย หากจำเลยเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า ทนายความจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นไปตามเจตนาของจำเลยจึงไม่ใช่เหตุหนึ่งเหตุใดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่จะทำให้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลแรงงานภาค 1 ทั้งไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ที่ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ131/2552
primary_red_case_no
พ247/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000200.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.179/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559