คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7574/2559 ฉบับเต็ม

#606345
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7574/2559 นายบุญช่วย จันทร์เพ็ญแสง โจทก์ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5), มาตรา 11 (3) มาตรา 5 จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ การกำหนดคุณสมบัติของพนักงานและเหตุที่พนักงานจะต้องพ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจและพนักงานทุกคนตามวันที่บทกฎหมายดังกล่าวกำหนด กฎหมายดังกล่าวมิใช่เป็นบทกฎหมายกำหนดความผิดที่มีโทษในทางอาญาที่จะต้องใช้ขณะกระทำความผิดและต้องห้ามมิให้ใช้บังคับย้อนหลังไปก่อนการกระทำความผิด เมื่อมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับในวันที่ 6 กันยายน 2550 โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยจึงต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว คือ ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษหรือพ้นระยะเวลาการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่กรณีเกิน 5 ปี เมื่อโจทก์กระทำความผิดกฎหมายอาญา และคดีถึงที่สุดในวันที่ 26 สิงหาคม 2554 ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี โจทก์จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นพนักงานตามมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติม อันเป็นเหตุให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งพนักงานตามมาตรา 11 (3) จำเลยยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ได้ คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง อัตราค่าจ้างเดิม และนับอายุงานต่อเนื่อง กับจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างเดิมเดือนละ 41,692 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีคำพิพากษาว่าโจทก์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบมาตรา 365 (3) ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี วันที่ 21 เมษายน 2552 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอ่านคำสั่งศาลฎีกา ที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ คดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2554 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุโจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2550 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2550 แล้ววินิจฉัยว่า มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของพนักงานรัฐวิสาหกิจว่า ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษหรือพ้นระยะเวลาการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่กรณีเกิน 5 ปี พนักงานของรัฐวิสาหกิจจะต้องมีคุณสมบัติหรือไม่มีลักษณะต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวเมื่อกฎหมายนั้นใช้บังคับ คือต้องไม่เป็นผู้เคยต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกไม่ว่าจะได้รับโทษจริงหรือไม่ในช่วงเวลาที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ กรณีมิใช่การบังคับใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นโทษแก่โจทก์ และมิใช่การกำหนดโทษในทางอาญา ระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 1 ข้อ 40 กำหนดให้พนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงานด้วยสาเหตุต่างๆ ดังนี้ 40.4 เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ซึ่งเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้ย่อมถือว่าระเบียบดังกล่าวถูกแก้ไขเพิ่มเติมไปในตัว หาจำต้องแก้ไขเพิ่มเติมในข้อระเบียบส่วนนี้อีกไม่ เพราะพระราชบัญญัติใหม่ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมถือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติเดิมจึงไม่จำต้องแจ้งให้แก่พนักงานของจำเลยทราบ ดังนั้นการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุโจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 1 ข้อ 40.4 จึงชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2554 จำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยจะยกเหตุที่โจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2550 มาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ การกำหนดคุณสมบัติของพนักงานและเหตุที่พนักงานจะต้องพ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ซึ่งมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดคุณสมบัติพนักงานและเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งพนักงานเพื่อใช้เป็นแนวทางเดียวกันจึงมีผลใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจและพนักงานโดยทั่วถึงกันตามวันที่บทกฎหมายดังกล่าวกำหนด มิใช่เป็นบทกฎหมายกำหนดความผิดที่มีโทษในทางอาญาที่จะต้องใช้ขณะกระทำความผิดและต้องห้ามมิให้ใช้บังคับย้อนหลังไปก่อนการกระทำความผิดดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมมีผลใช้บังคับในวันที่ 6 กันยายน 2550 อันเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ย่อมมีผลใช้บังคับแก่จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานด้วย กล่าวคือโจทก์ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม โดยไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษ หรือพ้นระยะเวลาการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่กรณีเกิน 5 ปี หากเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 9 (5) จะเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งพนักงานตามมาตรา 11 (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อได้ความว่าศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษาว่าโจทก์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบมาตรา 365 (3) ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี วันที่ 21 เมษายน 2552 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2554 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอ่านคำสั่งศาลฎีกาที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ คดีถึงที่สุด โจทก์จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นพนักงานตามมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติม อันเป็นเหตุให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งพนักงานตามมาตรา 11 (3) ดังนั้นจำเลยจึงยกเหตุที่โจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2550 มาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ได้ คำสั่งเลิกจ้างชอบแล้วจึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (เสรี เพศประเสริฐ-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระ เบญจรัศมีโรจน์) ศาลแรงงานกลาง - นายสมเดช เอี่ยมวิเชียรเจริญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.317/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3350/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ757/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606345
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสมเดช เอี่ยมวิเชียรเจริญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962716"
    }
}
date
2559
deka_no
7574/2559
deka_running_no
7574
deka_year
2559
department
แรงงาน
judges
[
    "เสรี เพศประเสริฐ",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ธีระ เบญจรัศมีโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 9 (5)",
            "ม. 11 (3)",
            "ม. 5"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายบุญช่วย จันทร์เพ็ญแสง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง อัตราค่าจ้างเดิม และนับอายุงานต่อเนื่อง กับจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างเดิมเดือนละ 41,692 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีคำพิพากษาว่าโจทก์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบมาตรา 365 (3) ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี วันที่ 21 เมษายน 2552 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอ่านคำสั่งศาลฎีกา ที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ คดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2554 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุโจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2550 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2550 แล้ววินิจฉัยว่า มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของพนักงานรัฐวิสาหกิจว่า ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษหรือพ้นระยะเวลาการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่กรณีเกิน 5 ปี พนักงานของรัฐวิสาหกิจจะต้องมีคุณสมบัติหรือไม่มีลักษณะต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวเมื่อกฎหมายนั้นใช้บังคับ คือต้องไม่เป็นผู้เคยต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกไม่ว่าจะได้รับโทษจริงหรือไม่ในช่วงเวลาที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ กรณีมิใช่การบังคับใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นโทษแก่โจทก์ และมิใช่การกำหนดโทษในทางอาญา ระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 1 ข้อ 40 กำหนดให้พนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงานด้วยสาเหตุต่างๆ ดังนี้ 40.4 เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ซึ่งเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้ย่อมถือว่าระเบียบดังกล่าวถูกแก้ไขเพิ่มเติมไปในตัว หาจำต้องแก้ไขเพิ่มเติมในข้อระเบียบส่วนนี้อีกไม่ เพราะพระราชบัญญัติใหม่ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมถือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติเดิมจึงไม่จำต้องแจ้งให้แก่พนักงานของจำเลยทราบ ดังนั้นการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุโจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 1 ข้อ 40.4 จึงชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2554 จำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยจะยกเหตุที่โจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2550 มาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ การกำหนดคุณสมบัติของพนักงานและเหตุที่พนักงานจะต้องพ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ซึ่งมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดคุณสมบัติพนักงานและเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งพนักงานเพื่อใช้เป็นแนวทางเดียวกันจึงมีผลใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจและพนักงานโดยทั่วถึงกันตามวันที่บทกฎหมายดังกล่าวกำหนด มิใช่เป็นบทกฎหมายกำหนดความผิดที่มีโทษในทางอาญาที่จะต้องใช้ขณะกระทำความผิดและต้องห้ามมิให้ใช้บังคับย้อนหลังไปก่อนการกระทำความผิดดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมมีผลใช้บังคับในวันที่ 6 กันยายน 2550 อันเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ย่อมมีผลใช้บังคับแก่จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานด้วย กล่าวคือโจทก์ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม โดยไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษ หรือพ้นระยะเวลาการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่กรณีเกิน 5 ปี หากเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 9 (5) จะเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งพนักงานตามมาตรา 11 (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อได้ความว่าศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษาว่าโจทก์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบมาตรา 365 (3) ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี วันที่ 21 เมษายน 2552 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2554 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอ่านคำสั่งศาลฎีกาที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ คดีถึงที่สุด โจทก์จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นพนักงานตามมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติม อันเป็นเหตุให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งพนักงานตามมาตรา 11 (3) ดังนั้นจำเลยจึงยกเหตุที่โจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2550 มาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ได้ คำสั่งเลิกจ้างชอบแล้วจึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3350/2554
primary_red_case_no
พ757/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000208.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.317/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559