คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8832/2559 ฉบับเต็ม

#606348
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8832/2559 นางบุณรดา กรรณสูต โจทก์ นางรินทร์ทอง วรรณศิริ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 362, มาตรา 364, มาตรา 365 ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง, มาตรา 192 วรรคสี่ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปด่าโจทก์ในบริเวณบ้านของโจทก์ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านอันเป็นเคหสถานของโจทก์เพื่อด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย เป็นการเข้าไปในเคหสถานของโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 364 แม้โจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 364 แต่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีข้อความอันเป็นความผิดตามมาตรา 364 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามมาตรา 364 และบทฉกรรจ์ ตามมาตรา 365 (2) ได้ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,326, 328, 362, 365, 393 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 3 คดีมีมูลเฉพาะข้อหาบุกรุกและดูหมิ่นซึ่งหน้า ให้ประทับฟ้อง ส่วนคดีของจำเลยที่ 2 และข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ประกอบมาตรา 83 ปรับคนละ 1,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ คงปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 393 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านเลขที่ 90/74 หมู่ที่ 4 ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ในความผิดฐานนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านของโจทก์ โดยมีเจตนาเข้าไปด่าโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านอันเป็นเคหสถานของโจทก์เพื่อด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ย่อมเป็นการแสดงว่าเข้าไปในเคหสถานของโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 แม้โจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 364 แต่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีข้อความอันเป็นความผิดตามมาตรา 364 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามมาตรา 364 และบทฉกรรจ์ ตามมาตรา 365 (2) ได้ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 นั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์-ชำนาญ รวิวรรณพงษ์-วิชิต ลีธรรมชโย) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายกิตติพงศ์ ทองปุย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2506/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ5903/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2458/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606348
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายกิตติพงศ์ ทองปุย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962360"
    }
}
date
2559
deka_no
8832/2559
deka_running_no
8832
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์",
    "ชำนาญ รวิวรรณพงษ์",
    "วิชิต ลีธรรมชโย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 362",
            "ม. 364",
            "ม. 365"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 192 วรรคสี่"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางบุณรดา กรรณสูต"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางรินทร์ทอง วรรณศิริ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,326, 328, 362, 365, 393 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 3 คดีมีมูลเฉพาะข้อหาบุกรุกและดูหมิ่นซึ่งหน้า ให้ประทับฟ้อง ส่วนคดีของจำเลยที่ 2 และข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ประกอบมาตรา 83 ปรับคนละ 1,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ คงปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 393 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านเลขที่ 90/74 หมู่ที่ 4 ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ในความผิดฐานนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านของโจทก์ โดยมีเจตนาเข้าไปด่าโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านอันเป็นเคหสถานของโจทก์เพื่อด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ย่อมเป็นการแสดงว่าเข้าไปในเคหสถานของโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 แม้โจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 364 แต่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีข้อความอันเป็นความผิดตามมาตรา 364 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามมาตรา 364 และบทฉกรรจ์ ตามมาตรา 365 (2) ได้ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 นั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ5903/2556
primary_red_case_no
อ2458/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000205.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2506/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559