คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9425/2559 ฉบับเต็ม

#606349
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9425/2559 พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี โจทก์ นางสาวจตุพร ฝั้นคำสาย จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แม้ความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่น แต่กฎหมายมิได้บังคับเด็ดขาดว่าต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เสมอไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในชั้นอุทธรณ์ว่าบริษัท ส. นายจ้างของจำเลยเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องว่าบริษัท ช. เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป จึงเป็นเพียงรายละเอียด มิใช่เป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพแสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนเงิน 3,840 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (11) วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 3,840 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เงินที่จำเลยลักไปในคดีนี้เป็นของบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าบริษัทโชคชัยพิบูล จำกัด ตามฟ้องโจทก์มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงและมิใช่นายจ้างของจำเลย แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องในเรื่องผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์เป็นการผิดพลาดคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย จึงเป็นเพียงรายละเอียดที่มิใช่ข้อสาระสำคัญเพราะการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องประสงค์ต่อทรัพย์และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงไม่ถือว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าบริษัทโชคชัยพิบูลจำกัด เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป และข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องขอชี้แจงถึงความเป็นผู้เสียหายในคดีของบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด ฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2559 ว่า บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไปก็ตาม แต่ตามลักษณะของความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่นเมื่อกฎหมายมิได้บังคับเด็ดขาดว่าต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เสมอไป เช่นในกรณีที่ไม่อาจทราบตัวเจ้าของทรัพย์ที่แน่นอนได้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในชั้นอุทธรณ์ว่าบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป แตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง จึงเป็นเพียงรายละเอียด มิใช่เป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพแสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมาจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควรหากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุกต่อไป เห็นว่า แม้จำเลยกระทำความผิดโดยอาศัยโอกาสที่ตนเป็นลูกจ้างของบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด อันเป็นการกระทำโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของบริษัทดังกล่าวก็ตาม แต่เงินที่จำเลยลักไปมีจำนวนไม่มาก พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนักและหลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้เงินคืนให้แก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด บางส่วนเป็นเงิน 5,910 บาท แสดงว่าจำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายและสำนึกในการกระทำความผิดแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวต่อไป ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบไม่หวนกลับไปกระทำความผิดในลักษณะนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ นอกจากนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด เป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป จึงเห็นสมควรให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 30แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (11) วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายด้วยการคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนตามฟ้องแก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด ผู้เสียหายภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำเลยคืนเงิน 3,840 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด (ไมตรี สุเทพากุล-นิพนธ์ ใจสำราญ-เอกชัย เหลี่ยมไพศาล) ศาลจังหวัดสระบุรี - นายวิสิษฐ์ พุ่มกำพล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2565/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3057/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3126/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606349
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสระบุรี",
        "judge": "นายวิสิษฐ์ พุ่มกำพล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962020"
    }
}
date
2559
deka_no
9425/2559
deka_running_no
9425
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ไมตรี สุเทพากุล",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ",
    "เอกชัย เหลี่ยมไพศาล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวจตุพร ฝั้นคำสาย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนเงิน 3,840 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (11) วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 3,840 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เงินที่จำเลยลักไปในคดีนี้เป็นของบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าบริษัทโชคชัยพิบูล จำกัด ตามฟ้องโจทก์มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงและมิใช่นายจ้างของจำเลย แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องในเรื่องผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์เป็นการผิดพลาดคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย จึงเป็นเพียงรายละเอียดที่มิใช่ข้อสาระสำคัญเพราะการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องประสงค์ต่อทรัพย์และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงไม่ถือว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าบริษัทโชคชัยพิบูลจำกัด เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป และข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องขอชี้แจงถึงความเป็นผู้เสียหายในคดีของบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด ฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2559 ว่า บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไปก็ตาม แต่ตามลักษณะของความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่นเมื่อกฎหมายมิได้บังคับเด็ดขาดว่าต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เสมอไป เช่นในกรณีที่ไม่อาจทราบตัวเจ้าของทรัพย์ที่แน่นอนได้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในชั้นอุทธรณ์ว่าบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป แตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง จึงเป็นเพียงรายละเอียด มิใช่เป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพแสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมาจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควรหากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุกต่อไป เห็นว่า แม้จำเลยกระทำความผิดโดยอาศัยโอกาสที่ตนเป็นลูกจ้างของบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด อันเป็นการกระทำโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของบริษัทดังกล่าวก็ตาม แต่เงินที่จำเลยลักไปมีจำนวนไม่มาก พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนักและหลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้เงินคืนให้แก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด บางส่วนเป็นเงิน 5,910 บาท แสดงว่าจำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายและสำนึกในการกระทำความผิดแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวต่อไป ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบไม่หวนกลับไปกระทำความผิดในลักษณะนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ นอกจากนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด เป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป จึงเห็นสมควรให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด

อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 30แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (11) วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายด้วยการคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนตามฟ้องแก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด ผู้เสียหายภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำเลยคืนเงิน 3,840 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3057/2558
primary_red_case_no
อ3126/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000202.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2565/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559