คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8848/2559 ฉบับเต็ม

#606703
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8848/2559 นายยูกิฮิโกะ ทาคาฮาชิ โจทก์ นายพงษ์ศักดิ์ จวบความสุข จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง (2), มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 900 ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์สืบพยานโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง (2) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่าจำเลยต้องรับผิดตามเช็คพิพาทหรือไม่เพียงใด ไม่มีประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องและโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตโดยอ้างอิงจากคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คในฐานะโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท มิใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามมูลหนี้อื่น เมื่อจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ มิใช่ลายมือชื่อของจำเลย และมิได้ต่อสู้ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กรอกจำนวนเงินในเช็คพิพาท แต่โจทก์เป็นผู้กรอกจำนวนเงิน และจำนวนเงินตามเช็คพิพาททั้งหมดมากกว่าที่เป็นหนี้กันอยู่จริง จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,833,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2556 จำเลยออกเช็คพิพาทรวม 7 ฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม โดยเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จำเลยเป็นผู้ลงวันที่ในเช็ค ส่วนเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.8 โจทก์เป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายแล้วนำเช็คพิพาททั้งหมดไปเรียกเก็บเงินในวันที่ 25 ตุลาคม 2556 แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งหมด เฉพาะเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา ต่อมาจำเลยชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์ในคดีอาญาดังกล่าวแล้วเป็นเงินจำนวน 320,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาอำนาจฟ้องนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์สืบพยานโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง (2) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยต้องรับผิดตามเช็คพิพาทหรือไม่เพียงใด ไม่มีประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องและโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตโดยอ้างอิงจากคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่า ไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระต้นเงินแก่โจทก์ในจำนวนเท่าใด โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์นำเช็คพิพาทฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา โดยบรรยายฟ้องว่า มีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ จำนวน 2,450,000 บาท แต่คดีนี้กลับอ้างว่าเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ซึ่งรวมถึงเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ด้วย มีมูลหนี้จากการกู้ยืมเงินไป จำนวน 2,800,000 บาท แตกต่างกันเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า นอกจากโจทก์นำสืบว่า การกู้ยืมทำหลักฐานไว้ 2,450,000 บาท ส่วนอีก 350,000 บาท ไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้ และจำเลยเป็นผู้เขียนจำนวนเงินตามที่ระบุในเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คในฐานะโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท มิใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามมูลหนี้อื่น เมื่อจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ มิใช่ลายมือชื่อของจำเลย และมิได้ต่อสู้ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กรอกจำนวนเงินในเช็คพิพาท แต่โจทก์เป็นผู้กรอกจำนวนเงินและจำนวนเงินตามเช็คพิพาททั้งหมดมากกว่าที่เป็นหนี้กันอยู่จริง จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ในต้นเงินจำนวน 2,480,000 บาท นั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 3,000 บาท (โสรัตน์ เพียรอนุกูล-ทวีป ตันสวัสดิ์-ชวลิต ยงพาณิชย์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสุมิตร ดวงสีดา ศาลอุทธรณ์ - นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1389/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ160/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2324/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606703
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายสุมิตร ดวงสีดา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962359"
    }
}
date
2559
deka_no
8848/2559
deka_running_no
8848
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "โสรัตน์ เพียรอนุกูล",
    "ทวีป ตันสวัสดิ์",
    "ชวลิต ยงพาณิชย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 198 ทวิ วรรคสอง (2)",
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 900"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายยูกิฮิโกะ ทาคาฮาชิ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพงษ์ศักดิ์ จวบความสุข"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,833,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2556 จำเลยออกเช็คพิพาทรวม 7 ฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม โดยเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จำเลยเป็นผู้ลงวันที่ในเช็ค ส่วนเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.8 โจทก์เป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายแล้วนำเช็คพิพาททั้งหมดไปเรียกเก็บเงินในวันที่ 25 ตุลาคม 2556 แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งหมด เฉพาะเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา ต่อมาจำเลยชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์ในคดีอาญาดังกล่าวแล้วเป็นเงินจำนวน 320,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาอำนาจฟ้องนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์สืบพยานโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง (2) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยต้องรับผิดตามเช็คพิพาทหรือไม่เพียงใด ไม่มีประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องและโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตโดยอ้างอิงจากคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่า ไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระต้นเงินแก่โจทก์ในจำนวนเท่าใด โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์นำเช็คพิพาทฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา โดยบรรยายฟ้องว่า มีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ จำนวน 2,450,000 บาท แต่คดีนี้กลับอ้างว่าเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ซึ่งรวมถึงเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ด้วย มีมูลหนี้จากการกู้ยืมเงินไป จำนวน 2,800,000 บาท แตกต่างกันเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า นอกจากโจทก์นำสืบว่า การกู้ยืมทำหลักฐานไว้ 2,450,000 บาท ส่วนอีก 350,000 บาท ไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้ และจำเลยเป็นผู้เขียนจำนวนเงินตามที่ระบุในเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คในฐานะโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท มิใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามมูลหนี้อื่น เมื่อจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ มิใช่ลายมือชื่อของจำเลย และมิได้ต่อสู้ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กรอกจำนวนเงินในเช็คพิพาท แต่โจทก์เป็นผู้กรอกจำนวนเงินและจำนวนเงินตามเช็คพิพาททั้งหมดมากกว่าที่เป็นหนี้กันอยู่จริง จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ในต้นเงินจำนวน 2,480,000 บาท นั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 3,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ160/2557
primary_red_case_no
พ2324/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000205.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1389/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559