ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10313/2559
นางสาวกัลยาณี รุ่งวิจิตรกุล ในฐานะส่วนตัว ในฐานะ
ผู้จัดการมรดกของนายสมเกียรติ คูณวัฒนาพงษ์
และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม
ของเด็กหญิงณีรนุช คูณวัฒนาพงษ์
โดยนางเตียว รุ่งวิจิตรกุล
นางสาวทัศนีย์ รุ่งวิจิตรกุล และ
นางสาวนภัสกร รุ่งวิจิตรกุล
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
โจทก์
นายอำพร จัตุรงค์ กับพวก
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ป.พ.พ. มาตรา 420, มาตรา 425
โจทก์เป็นภริยาของ ส. แม้ ส. จะเป็นเจ้าของรถตู้คันเกิดเหตุและโดยสารมาในรถตู้คันเกิดเหตุที่มี ว. ลูกจ้างของ ส. เป็นผู้ขับรถตู้คันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ส. มีส่วนประมาทเลินเล่อในเหตุการณ์รถชนที่เกิดขึ้น การที่ ส. ถึงแก่ความตายจึงเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของ ว. และของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขับรถบรรทุกและรถพ่วงคู่กรณี ว. และ จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งการตายของ ส. ด้วยกัน และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างจำเลยที่ 1 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ซึ่งฟ้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ณ. ทายาทของ ส. ผู้ตาย แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงฝ่ายเดียวโดยมิได้ฟ้อง ว. ลูกจ้าง ส. ให้ร่วมรับผิดด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กับ ว. ต้องรับผิดเท่ากัน และให้ลดค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ลงกึ่งหนึ่งจึงชอบแล้ว
ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เด็กหญิง ณ. มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ส. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งคู่ความอาจยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นข้อกฎหมายที่เกิดจากข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในข้อดังกล่าวไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 15,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา นางสาวกัลยาณี ถึงแก่ความตาย นางเตียว นางสาวทัศนีย์ และนางสาวนภัสกร ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวกัลยาณีและผู้ปกครองของเด็กหญิงณีรนุช ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดไม่เกินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 4,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนายสมเกียรติ ผู้ตาย มีบุตรคือเด็กหญิงณีรนุช โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมเกียรติผู้ตาย ตามคำสั่งศาล โจทก์เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงณีรนุช นายสมเกียรติเป็นเจ้าของรถตู้หมายเลขทะเบียน อห 8844 กรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 70 - 0928 สุราษฎร์ธานี และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 0878 สุราษฎร์ธานี จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับประกันภัยรถบรรทุกดังกล่าวขณะเกิดเหตุ ตามหนังสือรับรองและสำเนากรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง นายวิชัย ซึ่งเป็นลูกจ้างนายสมเกียรติได้ขับรถตู้ของนายสมเกียรติโดยมีโจทก์และนายสมเกียรตินั่งมามุ่งหน้าไปจังหวัดสุรินทร์ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำเลยที่ 1 ได้ขับรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวถอยออกจากซอย ทำให้ท้ายรถบรรทุกและรถพ่วงขวางทางเดินรถ นายวิชัยขับรถตู้เฉี่ยวชนรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับในช่องเดินรถสวน เป็นเหตุให้รถตู้ได้รับความเสียหาย โจทก์และนายสมเกียรติได้รับอันตรายสาหัส ต้องเข้ารับรักษาตัวที่โรงพยาบาลและนายสมเกียรติถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จำเลยที่ 1 และนายวิชัยถูกพนักงานอัยการฟ้องในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และนายวิชัยให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง ส่วนนายวิชัย คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายวิชัยมีความผิดตามฟ้องเช่นกันตามสำเนาคำพิพากษา
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 หรือนายวิชัย ฝ่ายใดมีส่วนประมาทมากกว่ากันหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายวิชัยขับรถตู้คันดังกล่าวโดยแซงรถยนต์คันอื่นบริเวณเส้นทึบ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีจำเลยที่ 1 หรือนายกิตติมาเป็นพยาน แต่นายกิตติให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ขณะโบกรถให้สัญญาณไม่มีอุปกรณ์ส่องแสง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถอยรถบรรทุกโดยให้สัญญาณไฟให้รถยนต์คันอื่นหยุดรถ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงถอยออกจากซอยกีดขวางช่องเดินรถทั้งช่องขาไปและกลับในเวลากลางคืนโดยไม่ให้สัญญาณเป็นแสงสว่าง และนายวิชัยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่หยุดรถต่อท้ายรถที่จอดด้านหน้า กลับเร่งความเร็วแซงรถยนต์คันอื่นบริเวณเส้นทึบ ทำให้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถที่จำเลยที่ 1 ถอยออกมาในช่องเดินรถสวนดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และนายวิชัยมีส่วนประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เด็กหญิงณีรนุช มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมเกียรติโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในข้อดังกล่าว แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งคู่ความอาจยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นข้อกฎหมายที่เกิดจากข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาข้อนี้เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ส่วนข้อฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 และนายวิชัยมีส่วนประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ค่าเสียหายจึงต้องเป็นพับนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่านายวิชัยเป็นคนขับรถของนายสมเกียรติ มิใช่คนขับรถของโจทก์ โจทก์เป็นเพียงผู้โดยสารมาในรถตู้คันหมายเลขทะเบียน อห 8844 กรุงเทพมหานคร ที่นายวิชัยขับในขณะเกิดเหตุ โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และนายวิชัยซึ่งกระทำร่วมกัน ส่วนนายสมเกียรติแม้จะเป็นเจ้าของรถตู้คันเกิดเหตุและโดยสารมาในรถตู้คันดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายสมเกียรติมีส่วนประมาทเลินเล่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่นายสมเกียรติถึงแก่ความตายจึงเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และนายวิชัย ซึ่งจำเลยที่ 1 กับนายวิชัยต้องร่วมกันรับผิดต่อเด็กหญิงณีรนุชในผลแห่งการตายของนายสมเกียรติด้วยเช่นกัน จำเลยที่ 1 และนายวิชัยจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงณีรนุช และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างจำเลยที่ 1 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่านายวิชัยต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงฝ่ายเดียวโดยมิได้ฟ้องนายวิชัยลูกจ้างนายสมเกียรติให้ร่วมรับผิดด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กับนายวิชัยต้องรับผิดเท่ากัน และให้ลดค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ลงกึ่งหนึ่งจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(จตุรงค์ นาสมใจ-ธีระพงศ์ จิระภาค-พิศิฏฐ์ สุดลาภา)
ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายณัฐพล อนุเมธางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายเลิศลภ กิตติถนอม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1585/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ852/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ377/2551
หมายเหตุ