คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9471/2559 ฉบับเต็ม

#606722
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9471/2559 นายอิสระ กองเรืองกิจ กับพวก ผู้ร้อง บริษัทเยาวราชทรงสมัย จำกัด ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 1159 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ผู้คัดค้านจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยมีกรรมการ 2 คน เมื่อกรรมการคนหนึ่งถึงแก่กรรม จึงเป็นกรณีที่จำนวนกรรมการลดน้อยลงกว่าจำนวนอันจำเป็นที่จะเป็นองค์ประชุมได้ตลอดเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1159 กรรมการที่เหลือเพียงคนเดียวต้องเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องจำนวนกรรมการที่ไม่ครบองค์ประชุมเสียก่อน มิใช่ว่าจะนัดเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาเรื่องอื่น ๆ โดยมิได้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาเรื่องอื่นตามคำร้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ___________________________ ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ของผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554 ของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นบริษัทจำกัด มีนายสรรค์วิช และนางวิมลมาศ เป็นกรรมการบริษัท โดยมีนายสรรค์วิชหรือนางวิมลมาศคนใดคนหนึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันผู้คัดค้าน มีผู้ถือหุ้น 7 คน ได้แก่ผู้ร้องทั้งสาม นายสรรค์วิช เด็กชาย ธ. ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของนายสรรค์วิช นางวิมลมาศ และนายเกียรติศักดิ์ ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและสำเนาหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 นางวิมลมาศถึงแก่ความตาย ตามแบบรับรองรายการทะเบียนคนตาย หลังจากนั้นไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขกรรมการและอำนาจกรรมการ นายสรรค์วิชมีหนังสือลงวันที่ 13 มกราคม 2554 เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 29 มกราคม 2554 เพื่อพิจารณารับรองรายงานการประชุมกรรมการฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 และพิจารณาเรื่องการโอนสิทธิการเช่า ตามหนังสือเชิญประชุม ในวันประชุมมีผู้เข้าประชุม คือ ผู้ร้องที่ 1 และในฐานะผู้รับมอบฉันทะผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 นายสรรค์วิชในฐานะบิดาของนายธีรวิช และนายเกียรติศักดิ์ นายสรรค์วิชเสนอให้มีการลงคะแนนเสียงด้วยมติลับ ผู้ร้องที่ 1 เสนอให้ลงคะแนนเสียงด้วยการยกมือ ที่ประชุมมีมติให้ลงคะแนนลับทุกมติ โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากรับรองรายงานการประชุมกรรมการฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 และมีมติเสียงข้างมากรับรองการโอนสิทธิการเช่า ตามสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ก่อนจะพิจารณาฎีกาของผู้คัดค้าน เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่ากรรมการบริษัทมีอำนาจเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554 เพื่อปรึกษาเรื่องอื่นนอกจากการแก้ไขปัญหากรรมการบริษัทไม่ครบองค์ประชุมหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1159 ในกรณีที่มีกรรมการบริษัทหลายคน ถ้าในเวลาใดจำนวนกรรมการลดน้อยลงกว่าจำนวนอันจำเป็นที่จะเป็นองค์ประชุมได้ตลอดเวลาเช่นนั้น กรรมการที่มีตัวอยู่ย่อมทำกิจการได้เฉพาะแต่ในเรื่องที่จะเพิ่มกรรมการขึ้นให้ครบจำนวน หรือนัดเรียกประชุมใหญ่ของบริษัทเท่านั้น จะทำกิจการอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อพิจารณาว่าผู้คัดค้านจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยมีกรรมการบริษัท 2 คน คือ นายสรรค์วิช และนางวิมลมาศ จำเป็นอยู่เองที่จะต้องมีคนเข้าประชุม 2 คน มิฉะนั้นย่อมไม่เป็นการประชุม เมื่อนางวิมลมาศถึงแก่กรรมไปแล้ว เหลือแต่นายสรรค์วิชที่เป็นกรรมการบริษัทเพียงผู้เดียว จึงเป็นกรณีที่จำนวนกรรมการลดน้อยลงกว่าจำนวนอันจำเป็นที่จะเป็นองค์ประชุมได้ตลอดเวลา นายสรรค์วิชในฐานะกรรมการบริษัทย่อมจะทำกิจการอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเรื่องที่จะเพิ่มกรรมการขึ้นให้ครบจำนวนหรือนัดเรียกประชุมใหญ่ของบริษัทเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องจำนวนกรรมการบริษัทที่ไม่ครบองค์ประชุม มิใช่ว่าจะนัดเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาในเรื่องอื่น ๆ โดยที่มิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวให้เรียบร้อยเสียก่อน นายสรรค์วิชในฐานะกรรมการบริษัทจึงไม่มีอำนาจเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554 เพื่อปรึกษาเรื่องอื่น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ทองธาร เหลืองเรืองรอง-เกษม เกษมปัญญา-บุญไชย ธนาพันธ์สิน) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสมชาติ สารธรรม ศาลอุทธรณ์ - นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.279/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ372/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ286/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
606722
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายสมชาติ สารธรรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962019"
    }
}
date
2559
deka_no
9471/2559
deka_running_no
9471
deka_year
2559
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "ทองธาร เหลืองเรืองรอง",
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "บุญไชย ธนาพันธ์สิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1159"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายอิสระ กองเรืองกิจ กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "บริษัทเยาวราชทรงสมัย จำกัด"
    }
]
long_text
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ของผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554 ของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นบริษัทจำกัด มีนายสรรค์วิช และนางวิมลมาศ เป็นกรรมการบริษัท โดยมีนายสรรค์วิชหรือนางวิมลมาศคนใดคนหนึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันผู้คัดค้าน มีผู้ถือหุ้น 7 คน ได้แก่ผู้ร้องทั้งสาม นายสรรค์วิช เด็กชาย ธ. ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของนายสรรค์วิช นางวิมลมาศ และนายเกียรติศักดิ์ ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและสำเนาหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 นางวิมลมาศถึงแก่ความตาย ตามแบบรับรองรายการทะเบียนคนตาย หลังจากนั้นไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขกรรมการและอำนาจกรรมการ นายสรรค์วิชมีหนังสือลงวันที่ 13 มกราคม 2554 เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 29 มกราคม 2554 เพื่อพิจารณารับรองรายงานการประชุมกรรมการฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 และพิจารณาเรื่องการโอนสิทธิการเช่า ตามหนังสือเชิญประชุม ในวันประชุมมีผู้เข้าประชุม คือ ผู้ร้องที่ 1 และในฐานะผู้รับมอบฉันทะผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 นายสรรค์วิชในฐานะบิดาของนายธีรวิช และนายเกียรติศักดิ์ นายสรรค์วิชเสนอให้มีการลงคะแนนเสียงด้วยมติลับ ผู้ร้องที่ 1 เสนอให้ลงคะแนนเสียงด้วยการยกมือ ที่ประชุมมีมติให้ลงคะแนนลับทุกมติ โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากรับรองรายงานการประชุมกรรมการฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 และมีมติเสียงข้างมากรับรองการโอนสิทธิการเช่า ตามสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น

ก่อนจะพิจารณาฎีกาของผู้คัดค้าน เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่ากรรมการบริษัทมีอำนาจเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554 เพื่อปรึกษาเรื่องอื่นนอกจากการแก้ไขปัญหากรรมการบริษัทไม่ครบองค์ประชุมหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1159 ในกรณีที่มีกรรมการบริษัทหลายคน ถ้าในเวลาใดจำนวนกรรมการลดน้อยลงกว่าจำนวนอันจำเป็นที่จะเป็นองค์ประชุมได้ตลอดเวลาเช่นนั้น กรรมการที่มีตัวอยู่ย่อมทำกิจการได้เฉพาะแต่ในเรื่องที่จะเพิ่มกรรมการขึ้นให้ครบจำนวน หรือนัดเรียกประชุมใหญ่ของบริษัทเท่านั้น จะทำกิจการอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อพิจารณาว่าผู้คัดค้านจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยมีกรรมการบริษัท 2 คน คือ นายสรรค์วิช และนางวิมลมาศ จำเป็นอยู่เองที่จะต้องมีคนเข้าประชุม 2 คน มิฉะนั้นย่อมไม่เป็นการประชุม เมื่อนางวิมลมาศถึงแก่กรรมไปแล้ว เหลือแต่นายสรรค์วิชที่เป็นกรรมการบริษัทเพียงผู้เดียว จึงเป็นกรณีที่จำนวนกรรมการลดน้อยลงกว่าจำนวนอันจำเป็นที่จะเป็นองค์ประชุมได้ตลอดเวลา นายสรรค์วิชในฐานะกรรมการบริษัทย่อมจะทำกิจการอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเรื่องที่จะเพิ่มกรรมการขึ้นให้ครบจำนวนหรือนัดเรียกประชุมใหญ่ของบริษัทเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องจำนวนกรรมการบริษัทที่ไม่ครบองค์ประชุม มิใช่ว่าจะนัดเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาในเรื่องอื่น ๆ โดยที่มิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวให้เรียบร้อยเสียก่อน นายสรรค์วิชในฐานะกรรมการบริษัทจึงไม่มีอำนาจเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554 เพื่อปรึกษาเรื่องอื่น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ372/2554
primary_red_case_no
พ286/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000202.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.279/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559