คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9243/2559 ฉบับเต็ม

#607359
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9243/2559 นางจันดี จันทร์รัตน์ ผู้ร้อง นายสุชาติ ฮ้อศิริลักษณ์ ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 7 ไร่ 38 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ของผู้คัดค้านโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอันเป็นการขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าและฟ้องแย้งขอให้ขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดิน แต่ในชั้นพิจารณาผู้ร้องกลับนำสืบอ้างว่าที่ดินที่ครอบครองอยู่นอกเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ที่เช่าจากผู้คัดค้านและเป็นที่ดินที่ตนเองครอบครองอย่างเป็นเจ้าของตลอดมา จึงเป็นการนำสืบนอกเหนือจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำร้องขอ การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานโดยนำข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องนำสืบมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีว่า ที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าครอบครองปรปักษ์อยู่นอกเขตที่ดินของผู้คัดค้านและมีการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินที่ผู้ร้องครอบครอง แม้ผลแห่งคดีเป็นการยกคำร้องขอของผู้ร้อง ก็เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามคำร้องขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเป็นการวินิจฉัยในปัญหาที่เกี่ยวพันกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือผู้คัดค้าน เห็นว่า เมื่อปัญหาที่ผู้ร้องอ้างว่าครอบครองที่ดินของผู้คัดค้านเป็นอันตกไปเพราะไม่อาจรับฟังได้ตามคำร้องขอ จึงต้องรับฟังว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 ส่วนปัญหาที่ว่าการออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อคำร้องขอของผู้ร้องตกไปเพราะข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ตามคำร้องขอ และปัญหาเรื่องการออกโฉนดที่ดินชอบหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 และการออกโฉนดทับที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำร้องขอ ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินเฉพาะส่วน เนื้อที่ 7 ไร่ 38 ตารางวา ของที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน แก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและฟ้องแย้งขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องกับบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ คืนที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านในสภาพเรียบร้อย และห้ามผู้ร้องและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินต่อไป รวมทั้งชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้คัดค้านในอัตราปีละ 12,500 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 จนกว่าผู้ร้องและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 7 ไร่ 38 ตารางวา อยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ของผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อย ห้ามผู้ร้องและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้คัดค้านในอัตราปีละ 3,500 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 จนกว่าผู้ร้องและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้ผู้ร้องใช้ค่าธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นที่ยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 24 ไร่ 2 งาน 3 ตารางวา ต่อมาเดือนมีนาคม 2553 มีการรังวัดสอบเขตที่ดินพบว่าที่ดินมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 30 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 และการออกโฉนดที่ดินมีการออกทับที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครอง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 7 ไร่ 38 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ของผู้คัดค้านอย่างสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ อันเป็นการขอแสดงสิทธิในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าและฟ้องแย้งขอให้ขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดิน แต่ในชั้นพิจารณาผู้ร้องกลับนำสืบอ้างว่าที่ดินที่ครอบครองอยู่นอกเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ที่เช่าจากผู้คัดค้านและเป็นที่ดินที่ตนเองครอบครองอย่างเป็นเจ้าของตลอดมา จึงเป็นการนำสืบนอกเหนือจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำร้องขอ การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานโดยนำข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องนำสืบมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีว่า ที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าครอบครองปรปักษ์อยู่นอกเขตที่ดินของผู้คัดค้านและมีการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินที่ผู้ร้องครอบครอง แม้ผลแห่งคดีเป็นการยกคำร้องขอของผู้ร้อง ก็เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามคำร้องขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเป็นการวินิจฉัยในปัญหาที่เกี่ยวพันกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือของผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า เมื่อปัญหาตามที่ผู้ร้องอ้างว่า ครอบครองที่ดินของผู้คัดค้านเป็นอันตกไปเพราะเหตุไม่อาจรับฟังได้ตามคำร้องขอ จึงต้องรับฟังว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ปัญหาว่าการออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อคำร้องขอของผู้ร้องเป็นอันตกไปเพราะข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ตามคำร้องขอและปัญหาเรื่องการออกโฉนดที่ดินชอบหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 และการออกโฉนดที่ดินมีการออกทับที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำร้องขอ สำหรับฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องเป็นการยกข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ร้องมิได้ครอบครองที่ดินของผู้คัดค้านซึ่งไม่ใช่กรณีที่จะอ้างถึงการได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งในส่วนคำร้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ (สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล-สุนทร ทรงฤกษ์-วันทนี กีรติพิบูล) ศาลแขวงนครสวรรค์ - นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.807/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ427/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ611/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
607359
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนครสวรรค์",
        "judge": "นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962133"
    }
}
date
2559
deka_no
9243/2559
deka_running_no
9243
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล",
    "สุนทร ทรงฤกษ์",
    "วันทนี กีรติพิบูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 87 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางจันดี จันทร์รัตน์"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายสุชาติ ฮ้อศิริลักษณ์"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินเฉพาะส่วน เนื้อที่ 7 ไร่ 38 ตารางวา ของที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน แก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและฟ้องแย้งขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องกับบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ คืนที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านในสภาพเรียบร้อย และห้ามผู้ร้องและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินต่อไป รวมทั้งชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้คัดค้านในอัตราปีละ 12,500 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 จนกว่าผู้ร้องและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินให้แก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 7 ไร่ 38 ตารางวา อยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ของผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อย ห้ามผู้ร้องและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้คัดค้านในอัตราปีละ 3,500 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 จนกว่าผู้ร้องและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้ผู้ร้องใช้ค่าธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นที่ยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 24 ไร่ 2 งาน 3 ตารางวา ต่อมาเดือนมีนาคม 2553 มีการรังวัดสอบเขตที่ดินพบว่าที่ดินมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 30 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 และการออกโฉนดที่ดินมีการออกทับที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครอง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 7 ไร่ 38 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ของผู้คัดค้านอย่างสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ อันเป็นการขอแสดงสิทธิในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าและฟ้องแย้งขอให้ขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดิน แต่ในชั้นพิจารณาผู้ร้องกลับนำสืบอ้างว่าที่ดินที่ครอบครองอยู่นอกเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ที่เช่าจากผู้คัดค้านและเป็นที่ดินที่ตนเองครอบครองอย่างเป็นเจ้าของตลอดมา จึงเป็นการนำสืบนอกเหนือจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำร้องขอ การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานโดยนำข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องนำสืบมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีว่า ที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าครอบครองปรปักษ์อยู่นอกเขตที่ดินของผู้คัดค้านและมีการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินที่ผู้ร้องครอบครอง แม้ผลแห่งคดีเป็นการยกคำร้องขอของผู้ร้อง ก็เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามคำร้องขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเป็นการวินิจฉัยในปัญหาที่เกี่ยวพันกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือของผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า เมื่อปัญหาตามที่ผู้ร้องอ้างว่า ครอบครองที่ดินของผู้คัดค้านเป็นอันตกไปเพราะเหตุไม่อาจรับฟังได้ตามคำร้องขอ จึงต้องรับฟังว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ปัญหาว่าการออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อคำร้องขอของผู้ร้องเป็นอันตกไปเพราะข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ตามคำร้องขอและปัญหาเรื่องการออกโฉนดที่ดินชอบหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 และการออกโฉนดที่ดินมีการออกทับที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำร้องขอ สำหรับฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องเป็นการยกข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ร้องมิได้ครอบครองที่ดินของผู้คัดค้านซึ่งไม่ใช่กรณีที่จะอ้างถึงการได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งในส่วนคำร้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ427/2553
primary_red_case_no
พ611/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000203.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.807/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559