คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2560 ฉบับเต็ม

#607369
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2560 พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพัทลุง โจทก์ นางอำไพ น้อยฤทธิ์ โจทก์ร่วม นายจักราวุธหรือป๊อบ เหมือนเนียม จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 จำเลยชกต่อยผู้ตายโดยใช้มือขวาข้างเดียว ชกประมาณ 5 ถึง 6 หมัด ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาที อ. พยานโจทก์อยู่ห่างจากผู้ตายประมาณ 5 เมตร ย่อมสามารถเห็นจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายได้ชัดเจน หากจำเลยมีอาวุธอยู่ในมือผู้ตายต้องได้รับบาดแผลหลายแผล แต่ปรากฏว่าผู้ตายถูกแทงเพียงแห่งเดียวที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้าย คำเบิกความพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ กรณีมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนใช้เหล็กแหลมเป็นอาวุธแทงผู้ตายหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 289, 295 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางอำไพ มารดาของนายณัฐภัทร ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้เหล็กแหลมเป็นอาวุธแทงนายณัฐภัทรหรือแบงค์ ผู้ตาย ที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และมีคนร้ายใช้เหล็กแหลมแทงนายเจนณรงค์หรือบ่าว ผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณสะเอวด้านหลังทะลุหน้าท้อง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้รับอันตรายสาหัส และมีคนร้ายใช้เหล็กแหลมเป็นอาวุธแทงนายณัฐพงษ์หรือณัฐ ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ขับรถจักรยานยนต์ผ่านวิทยาลัยเทคนิคพัทลุง นายสิทธิโชคหรือกลั้ว และจำเลยกับพวกรวมประมาณ 8 คน ขับรถจักรยานยนต์มาประกบ นายสิทธิโชคและจำเลยพูดกับพวกว่าลงไปต่อยดีกว่าแล้วขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าผู้เสียหายที่ 1 กับพวกไป วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 20 นาฬิกา นายณัฐภัทร ผู้ตาย ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 นายอนุศักดิ์หรืออี๊ด และนายสุธรรมหรือสอง เดินทางไปดูหนังตะลุงที่โรงเรียนวัดนาท่อม ผู้เสียหายที่ 1 พบเพื่อนอีก 2 คน จึงเดินไปด้วยกัน ขณะเดินไปโรงหนังตะลุงพบ นายสิทธิโชคกับพวกอีก 3 ถึง 4 คน เดินสวนทางมา นายสิทธิโชคเดินเข้ามาหา ผู้เสียหายที่ 1 จึงชกนายสิทธิโชคแล้วชกต่อยกัน พวกของนายสิทธิโชคเข้ามาช่วยนายสิทธิโชค เมื่อพวกของผู้เสียหายที่ 1 เดินเข้ามา นายสิทธิโชคจึงวิ่งหนีไปทางเสาธง แล้วถูกนายอนุศักดิ์จับตัวไว้ พวกของนายสิทธิโชคซึ่งนั่งอยู่บริเวณเสาธงจึงวิ่งเข้ามา นายอนุศักดิ์ปล่อยตัวนายสิทธิโชค ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งเข้าไปล็อกคอนายสิทธิโชคไว้ นายโกศลหรือหนวด กับพวกอีก 3 คน เข้ามาทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ผู้ตายเข้ามาช่วยกระชากมือดึงผู้เสียหายที่ 1 จนล้ม พวกของนายสิทธิโชคเข้ารุมทำร้ายผู้ตาย โดยนายโกศลยืนทางด้านหลังล็อกคอผู้ตายไว้ จำเลยใช้เหล็กแหลมยาวประมาณ 5 นิ้ว แทงผู้ตายที่บริเวณอกด้านซ้าย แล้วต่างฝ่ายต่างวิ่งหนีเพราะมีคนตะโกนว่าตำรวจมา ผู้ตายบอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าถูกผู้ชายรูปร่างสูงผิวขาวแทงด้วยขณะเข้าไป ล็อกคอนายสิทธิโชค ร้อยตำรวจตรีอนูญหรืออนุญ รองสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจภูธรโคกชะงายซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในที่เกิดเหตุพบผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสองจึงนำส่งโรงพยาบาลพัทลุง ร้อยตำรวจเอกนพรัตน์ พนักงานสอบสวนตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วเดินทางไปที่โรงพยาบาลพัทลุง ปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โดยแพทย์ตรวจพบบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุมีคมที่ใต้ราวนมด้านซ้ายถึงแก่ความตายเพราะเสียเลือดมากจากบาดแผลถูกแทง ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดขอบไม่เรียบลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง และบาดแผลถูกแทงที่บริเวณหน้าท้องด้านขวาส่วนล่าง พบบาดแผลทะลุบริเวณเอวขวาด้านหลัง ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลถูกของมีคมลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้าย วันที่ 29 มีนาคม 2556 พันตำรวจโทพีรสินธุ์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยในชั้นแจ้งข้อกล่าวหาและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยนำสืบว่า คืนเกิดเหตุจำเลยไปดูการแสดงหนังตะลุงกับนายสิทธิโชค และพวกอีก 3 คน ขณะนั่งดูหนังตะลุงนายสิทธิโชคเดินออกไป ต่อมามีคนพูดว่า นายสิทธิโชคถูกทำร้าย จำเลยจึงไปบอกมารดานายสิทธิโชค แล้วไม่ได้กลับไปที่เกิดเหตุอีก หลังเกิดเหตุ 2 วัน ร้อยตำรวจตรีสำเร็จมาตามจำเลยไปให้การในฐานะพยาน แต่ไม่พบพนักงานสอบสวน จำเลยจึงเดินทางกลับ ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า นายสุธรรมและนายอนุศักดิ์ประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า เห็น นายโกศลล็อกคอผู้ตายแล้วจำเลยชกต่อยผู้ตายลักษณะเหมือนจ้วงแทงที่บริเวณหน้าอกผู้ตาย เชื่อว่าจำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายจริงนั้น ได้ความตามที่นายสุธรรมเบิกความว่า นายโกศลเป็นคนล็อกผู้ตายและจำเลยเป็นคนใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตาย แต่ตอบคำถามที่ปรึกษากฎหมายจำเลยถามค้านว่า ขณะผู้ตายถูกแทงนายสุธรรมอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร ตอนที่ผู้ตายถูกรุมทำร้าย นายสุธรรมมองจากข้างนอกไม่ค่อยเห็นว่าใครทำอะไร เมื่อพบพนักงานตำรวจที่โรงพยาบาลนายสุธรรมไม่ได้บอกว่าคนร้ายเป็นใคร ในชั้นสอบสวนนายสุธรรมให้การครั้งแรกว่า ตอนที่เห็นจำเลยเข้าไปชกผู้ตาย นายสุธรรมเห็นทางด้านข้าง ตอนนั้นผู้ตายหันหน้าไปทางวัด ส่วนจำเลยหันหน้าเข้าหาผู้ตาย ต่อมามีการให้การต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าสหวิชาชีพ นายสุธรรมได้ให้การใหม่ต่างจากคำให้การเดิม นายสุธรรมให้การวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 แต่บันทึกคำให้การ นายสุธรรมให้การในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 หลังจากเกิดเหตุ 6 เดือนเศษ นายสุธรรมมีเวลาคิดไตร่ตรองที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือ เพราะเมื่อเกิดเหตุแล้วนายสุธรรมตามไปดูผู้ตายและผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ที่โรงพยาบาลได้พบกับเจ้าพนักงานตำรวจแต่ก็ไม่บอกเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตาย ต่อมาอีก 7 วัน เมื่อนายสุธรรมมาให้การกับพนักงานสอบสวน นายสุธรรมก็ยังไม่ให้การว่าจำเลยเป็นผู้แทงผู้ตาย ส่วนนายอนุศักดิ์เบิกความตอบโจทก์ว่าขณะที่นายโกศลล็อกตัวผู้ตาย เห็นจำเลยชกต่อยผู้ตายบริเวณหน้าอกจึงเชื่อว่าจำเลยน่าจะเป็นคนแทงผู้ตาย นายอนุศักดิ์ไม่เห็นมีดที่จำเลยถืออยู่แต่อย่างใด ขณะนั้นอยู่ห่างจากผู้ตายประมาณ 5 เมตร แต่นายอนุศักดิ์เบิกความตอบที่ปรึกษากฎหมายจำเลยถามค้านว่าเห็นผู้ตายและจำเลยตอนชกต่อยกันด้านข้าง เห็นว่า จำเลยชกต่อยผู้ตายโดยใช้มือขวาข้างเดียว จำเลยชกผู้ตายประมาณ 5 ถึง 6 หมัด ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาที เห็นว่าคำเบิกความของนายอนุศักดิ์ไม่น่าเชื่อถือ เพราะนายอนุศักดิ์อยู่ห่างจากผู้ตายประมาณ 5 เมตร ย่อมสามารถเห็นจำเลยใช้อาวุธแทงผู้ตายได้ชัดเจน นายอนุศักดิ์เบิกความตอบคำถามค้านว่า จำเลยต่อยผู้ตายประมาณ 5 ถึง 6 หมัด หากจำเลยมีอาวุธอยู่ในมือผู้ตายต้องได้รับบาดแผลหลายแผลแต่ปรากฏว่าผู้ตายถูกแทงเพียงแห่งเดียวที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้าย คำเบิกความของนายสุธรรมและนายอนุศักดิ์มีน้ำหนักไม่น่าเชื่อถือ กรณีจึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนใช้เหล็กแหลมเป็นอาวุธแทงผู้ตายหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-พิศล พิรุณ-นพพร โพธิรังสิยากร) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพัทลุง - นายวันชัย รัตนสุรการย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายสมศักดิ์ เนตรมัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชอ.32/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ126/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ226/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
607369
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพัทลุง",
        "judge": "นายวันชัย รัตนสุรการย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายสมศักดิ์ เนตรมัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961396"
    }
}
date
2560
deka_no
417/2560
deka_running_no
417
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "พิศล พิรุณ",
    "นพพร โพธิรังสิยากร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 6"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพัทลุง"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางอำไพ น้อยฤทธิ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจักราวุธหรือป๊อบ เหมือนเนียม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 289, 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอำไพ มารดาของนายณัฐภัทร ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้เหล็กแหลมเป็นอาวุธแทงนายณัฐภัทรหรือแบงค์ ผู้ตาย ที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และมีคนร้ายใช้เหล็กแหลมแทงนายเจนณรงค์หรือบ่าว ผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณสะเอวด้านหลังทะลุหน้าท้อง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้รับอันตรายสาหัส และมีคนร้ายใช้เหล็กแหลมเป็นอาวุธแทงนายณัฐพงษ์หรือณัฐ ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ขับรถจักรยานยนต์ผ่านวิทยาลัยเทคนิคพัทลุง นายสิทธิโชคหรือกลั้ว และจำเลยกับพวกรวมประมาณ 8 คน ขับรถจักรยานยนต์มาประกบ นายสิทธิโชคและจำเลยพูดกับพวกว่าลงไปต่อยดีกว่าแล้วขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าผู้เสียหายที่ 1 กับพวกไป วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 20 นาฬิกา นายณัฐภัทร ผู้ตาย ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 นายอนุศักดิ์หรืออี๊ด และนายสุธรรมหรือสอง เดินทางไปดูหนังตะลุงที่โรงเรียนวัดนาท่อม ผู้เสียหายที่ 1 พบเพื่อนอีก 2 คน จึงเดินไปด้วยกัน ขณะเดินไปโรงหนังตะลุงพบ

นายสิทธิโชคกับพวกอีก 3 ถึง 4 คน เดินสวนทางมา นายสิทธิโชคเดินเข้ามาหา ผู้เสียหายที่ 1 จึงชกนายสิทธิโชคแล้วชกต่อยกัน พวกของนายสิทธิโชคเข้ามาช่วยนายสิทธิโชค เมื่อพวกของผู้เสียหายที่ 1 เดินเข้ามา นายสิทธิโชคจึงวิ่งหนีไปทางเสาธง แล้วถูกนายอนุศักดิ์จับตัวไว้ พวกของนายสิทธิโชคซึ่งนั่งอยู่บริเวณเสาธงจึงวิ่งเข้ามา นายอนุศักดิ์ปล่อยตัวนายสิทธิโชค ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งเข้าไปล็อกคอนายสิทธิโชคไว้ นายโกศลหรือหนวด กับพวกอีก 3 คน เข้ามาทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ผู้ตายเข้ามาช่วยกระชากมือดึงผู้เสียหายที่ 1 จนล้ม พวกของนายสิทธิโชคเข้ารุมทำร้ายผู้ตาย โดยนายโกศลยืนทางด้านหลังล็อกคอผู้ตายไว้ จำเลยใช้เหล็กแหลมยาวประมาณ 5 นิ้ว แทงผู้ตายที่บริเวณอกด้านซ้าย แล้วต่างฝ่ายต่างวิ่งหนีเพราะมีคนตะโกนว่าตำรวจมา ผู้ตายบอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าถูกผู้ชายรูปร่างสูงผิวขาวแทงด้วยขณะเข้าไป

ล็อกคอนายสิทธิโชค ร้อยตำรวจตรีอนูญหรืออนุญ รองสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจภูธรโคกชะงายซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในที่เกิดเหตุพบผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสองจึงนำส่งโรงพยาบาลพัทลุง ร้อยตำรวจเอกนพรัตน์ พนักงานสอบสวนตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วเดินทางไปที่โรงพยาบาลพัทลุง ปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โดยแพทย์ตรวจพบบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุมีคมที่ใต้ราวนมด้านซ้ายถึงแก่ความตายเพราะเสียเลือดมากจากบาดแผลถูกแทง ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดขอบไม่เรียบลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง และบาดแผลถูกแทงที่บริเวณหน้าท้องด้านขวาส่วนล่าง พบบาดแผลทะลุบริเวณเอวขวาด้านหลัง ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลถูกของมีคมลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้าย วันที่ 29 มีนาคม 2556 พันตำรวจโทพีรสินธุ์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยในชั้นแจ้งข้อกล่าวหาและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยนำสืบว่า คืนเกิดเหตุจำเลยไปดูการแสดงหนังตะลุงกับนายสิทธิโชค และพวกอีก 3 คน ขณะนั่งดูหนังตะลุงนายสิทธิโชคเดินออกไป ต่อมามีคนพูดว่า

นายสิทธิโชคถูกทำร้าย จำเลยจึงไปบอกมารดานายสิทธิโชค แล้วไม่ได้กลับไปที่เกิดเหตุอีก หลังเกิดเหตุ 2 วัน ร้อยตำรวจตรีสำเร็จมาตามจำเลยไปให้การในฐานะพยาน แต่ไม่พบพนักงานสอบสวน จำเลยจึงเดินทางกลับ ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า นายสุธรรมและนายอนุศักดิ์ประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า เห็น

นายโกศลล็อกคอผู้ตายแล้วจำเลยชกต่อยผู้ตายลักษณะเหมือนจ้วงแทงที่บริเวณหน้าอกผู้ตาย เชื่อว่าจำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายจริงนั้น ได้ความตามที่นายสุธรรมเบิกความว่า นายโกศลเป็นคนล็อกผู้ตายและจำเลยเป็นคนใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตาย แต่ตอบคำถามที่ปรึกษากฎหมายจำเลยถามค้านว่า

ขณะผู้ตายถูกแทงนายสุธรรมอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร ตอนที่ผู้ตายถูกรุมทำร้าย นายสุธรรมมองจากข้างนอกไม่ค่อยเห็นว่าใครทำอะไร เมื่อพบพนักงานตำรวจที่โรงพยาบาลนายสุธรรมไม่ได้บอกว่าคนร้ายเป็นใคร ในชั้นสอบสวนนายสุธรรมให้การครั้งแรกว่า ตอนที่เห็นจำเลยเข้าไปชกผู้ตาย นายสุธรรมเห็นทางด้านข้าง ตอนนั้นผู้ตายหันหน้าไปทางวัด ส่วนจำเลยหันหน้าเข้าหาผู้ตาย ต่อมามีการให้การต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าสหวิชาชีพ นายสุธรรมได้ให้การใหม่ต่างจากคำให้การเดิม นายสุธรรมให้การวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 แต่บันทึกคำให้การ นายสุธรรมให้การในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 หลังจากเกิดเหตุ 6 เดือนเศษ นายสุธรรมมีเวลาคิดไตร่ตรองที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือ เพราะเมื่อเกิดเหตุแล้วนายสุธรรมตามไปดูผู้ตายและผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ที่โรงพยาบาลได้พบกับเจ้าพนักงานตำรวจแต่ก็ไม่บอกเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตาย ต่อมาอีก 7 วัน เมื่อนายสุธรรมมาให้การกับพนักงานสอบสวน นายสุธรรมก็ยังไม่ให้การว่าจำเลยเป็นผู้แทงผู้ตาย ส่วนนายอนุศักดิ์เบิกความตอบโจทก์ว่าขณะที่นายโกศลล็อกตัวผู้ตาย เห็นจำเลยชกต่อยผู้ตายบริเวณหน้าอกจึงเชื่อว่าจำเลยน่าจะเป็นคนแทงผู้ตาย นายอนุศักดิ์ไม่เห็นมีดที่จำเลยถืออยู่แต่อย่างใด ขณะนั้นอยู่ห่างจากผู้ตายประมาณ 5 เมตร แต่นายอนุศักดิ์เบิกความตอบที่ปรึกษากฎหมายจำเลยถามค้านว่าเห็นผู้ตายและจำเลยตอนชกต่อยกันด้านข้าง เห็นว่า จำเลยชกต่อยผู้ตายโดยใช้มือขวาข้างเดียว จำเลยชกผู้ตายประมาณ 5 ถึง 6 หมัด ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาที เห็นว่าคำเบิกความของนายอนุศักดิ์ไม่น่าเชื่อถือ เพราะนายอนุศักดิ์อยู่ห่างจากผู้ตายประมาณ 5 เมตร ย่อมสามารถเห็นจำเลยใช้อาวุธแทงผู้ตายได้ชัดเจน

นายอนุศักดิ์เบิกความตอบคำถามค้านว่า จำเลยต่อยผู้ตายประมาณ 5 ถึง 6 หมัด หากจำเลยมีอาวุธอยู่ในมือผู้ตายต้องได้รับบาดแผลหลายแผลแต่ปรากฏว่าผู้ตายถูกแทงเพียงแห่งเดียวที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้าย คำเบิกความของนายสุธรรมและนายอนุศักดิ์มีน้ำหนักไม่น่าเชื่อถือ กรณีจึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนใช้เหล็กแหลมเป็นอาวุธแทงผู้ตายหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ126/2556
primary_red_case_no
อ226/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000197.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชอ.32/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560