คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2560 ฉบับเต็ม

#607371
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2560 นายสมาน ศึกษา โจทก์ บริษัทสยามโฮเต็ลพร็อพเพอร์ตี้ส์ (หัวหิน) จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 582 วรรคสอง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, มาตรา 17 ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และการที่ลูกจ้างจะเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรอผลการวินิจฉัยในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมเสียก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง" ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่จ่ายให้ กรณีนายจ้างไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 และ ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี กรณีฟ้องของโจทก์อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2557 จึงเกินกำหนดสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง 54,000 บาท รวม 90,000 บาท และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง 18,000 บาท และให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากต้นเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าข้างต้นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินต้นดังกล่าวเสร็จแก่โจทก์ ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลแรงงานภาค 7 ตรวจพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 และมูลหนี้ตามฟ้องเกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ต้องนำมูลหนี้ดังกล่าวไปขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามมาตรา 27 ประกอบมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอายุความ ศาลแรงงานภาค 7 เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์และจำเลย ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย ศาลแรงงานภาค 7 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ให้มีผลวันที่ 20 ตุลาคม 2547 ตามหนังสือเรื่องการบอกเลิกสัญญาจ้างฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจบังคับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้นับตั้งแต่วันเลิกจ้างดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 แล้ววินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังโต้แย้งกันว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุใดและเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือไม่ โจทก์จึงมีคำขอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม กรณีจึงไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จนกว่าจะได้วินิจฉัยข้อโต้แย้งดังกล่าว ข้อโต้แย้งดังกล่าวเพิ่งถึงที่สุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2557 และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และการที่ลูกจ้างจะเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรอผลการวินิจฉัยในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมเสียก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง" ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่จ่ายให้ กรณีนายจ้างไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี กรณีฟ้องของโจทก์อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 11 ธันวาคม 2557 จึงเกินกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน (ทวีป ตันสวัสดิ์-วิชัย เอื้ออังคณากุล-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานภาค 7 - นายมนตรี ปริวุฒิพาณิชย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.2259/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ180/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ83/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
607371
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 7",
        "judge": "นายมนตรี ปริวุฒิพาณิชย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961167"
    }
}
date
2560
deka_no
892/2560
deka_running_no
892
deka_year
2560
department
แรงงาน
judges
[
    "ทวีป ตันสวัสดิ์",
    "วิชัย เอื้ออังคณากุล",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 582 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 17"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมาน ศึกษา"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทสยามโฮเต็ลพร็อพเพอร์ตี้ส์ (หัวหิน) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง 54,000 บาท รวม 90,000 บาท และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง 18,000 บาท และให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากต้นเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าข้างต้นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินต้นดังกล่าวเสร็จแก่โจทก์

ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลแรงงานภาค 7 ตรวจพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 และมูลหนี้ตามฟ้องเกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ต้องนำมูลหนี้ดังกล่าวไปขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามมาตรา 27 ประกอบมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอายุความ ศาลแรงงานภาค 7 เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์และจำเลย ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลแรงงานภาค 7 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ให้มีผลวันที่ 20 ตุลาคม 2547 ตามหนังสือเรื่องการบอกเลิกสัญญาจ้างฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจบังคับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้นับตั้งแต่วันเลิกจ้างดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 แล้ววินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังโต้แย้งกันว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุใดและเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือไม่ โจทก์จึงมีคำขอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม กรณีจึงไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จนกว่าจะได้วินิจฉัยข้อโต้แย้งดังกล่าว ข้อโต้แย้งดังกล่าวเพิ่งถึงที่สุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2557 และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และการที่ลูกจ้างจะเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรอผลการวินิจฉัยในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมเสียก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง" ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่จ่ายให้ กรณีนายจ้างไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี กรณีฟ้องของโจทก์อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 11 ธันวาคม 2557 จึงเกินกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ180/2557
primary_red_case_no
พ83/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000195.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.2259/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560