คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10293/2559 ฉบับเต็ม

#607970
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10293/2559 บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายฮารอไม ชายเหตุ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แม้ฟ้องโจทก์จะบรรยายเพียงว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากผู้มีชื่อ แต่คำฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์กับจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยให้ปรากฏแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 3 ให้การยอมรับว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 เข้าใจถึงสาระสำคัญแห่งคำฟ้องที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 67,437 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000 บาท นับถัดจากฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 67,437 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000 บาท นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บง 111 สตูล ไว้จากนางวนิดา มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 17 ตุลาคม 2552 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จ่าสิบตำรวจสุภัตร ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปตามถนนสายบ้านปลักมาลัย-บ้านแลหลา จากทางด้านสายละงู-ทุ่งหว้า มุ่งหน้าไปทางบ้านแลหลา ถนนดังกล่าวแบ่งช่องเดินรถออกเป็น 2 ช่อง ให้รถแล่นสวนกัน จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1588 สตูล สวนทาง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ บริเวณตำบลกำแพง อำเภอละงู จังหวัดสตูล รถทั้งสองคันเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันได้รับความเสียหาย โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเสร็จเรียบร้อยแล้วเสียค่าซ่อมเป็นเงิน 65,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1นำรถยนต์ไปใช้ เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน บง 1588 สตูล ซึ่งเดิมเป็นหมายเลขทะเบียน ปต 5548 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากผู้มีชื่อ โดยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเกิดจากการใช้รถยนต์ซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยจำเลยที่ 3 จะถือว่าบุคคลใดที่ขับรถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย สั่งการ วานใช้จากจำเลยที่ 2 จนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัย ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากผู้มีชื่อโดยไม่ได้ระบุชื่อผู้เอาประกันภัย แต่คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นที่เข้าใจถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์กับจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยให้ปรากฏแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 3 ก็ให้การยอมรับว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 2 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 เข้าใจถึงสาระสำคัญแห่งคำฟ้องโจทก์ที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 3 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-เกษม เกษมปัญญา-ปกรณ์ มหรรณพ) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายพิชิต ลิ้มวานิชย์ ศาลอุทธรณ์ - นายขจรเดช คงแสงชู แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.446/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2937/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ497/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
607970
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นายพิชิต ลิ้มวานิชย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายขจรเดช คงแสงชู"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961773"
    }
}
date
2559
deka_no
10293/2559
deka_running_no
10293
deka_year
2559
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "ปกรณ์ มหรรณพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายฮารอไม ชายเหตุ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 67,437 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000 บาท นับถัดจากฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 67,437 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000 บาท นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บง 111 สตูล ไว้จากนางวนิดา มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 17 ตุลาคม 2552 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จ่าสิบตำรวจสุภัตร ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปตามถนนสายบ้านปลักมาลัย-บ้านแลหลา จากทางด้านสายละงู-ทุ่งหว้า มุ่งหน้าไปทางบ้านแลหลา ถนนดังกล่าวแบ่งช่องเดินรถออกเป็น 2 ช่อง ให้รถแล่นสวนกัน จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1588 สตูล สวนทาง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ บริเวณตำบลกำแพง อำเภอละงู จังหวัดสตูล รถทั้งสองคันเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันได้รับความเสียหาย โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเสร็จเรียบร้อยแล้วเสียค่าซ่อมเป็นเงิน 65,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1นำรถยนต์ไปใช้ เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน บง 1588 สตูล ซึ่งเดิมเป็นหมายเลขทะเบียน ปต 5548 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากผู้มีชื่อ โดยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเกิดจากการใช้รถยนต์ซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยจำเลยที่ 3 จะถือว่าบุคคลใดที่ขับรถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย สั่งการ วานใช้จากจำเลยที่ 2 จนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัย ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากผู้มีชื่อโดยไม่ได้ระบุชื่อผู้เอาประกันภัย แต่คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นที่เข้าใจถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์กับจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยให้ปรากฏแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 3 ก็ให้การยอมรับว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 2 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 เข้าใจถึงสาระสำคัญแห่งคำฟ้องโจทก์ที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 3 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2937/2552
primary_red_case_no
พ497/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000200.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.446/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559