คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10517/2559 ฉบับเต็ม

#607989
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10517/2559 พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ นายวิฑูรย์ หิรัญรัตน์ จำเลย ป.อ. มาตรา 264 จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง หรือเป็นกรรมการวัด หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในวัดบ้านขว้างที่จะมีอำนาจจัดทอดผ้าป่าโดยลำพัง การที่จำเลยจัดพิมพ์ซองผ้าป่าซึ่งข้อความบนซองผ้าป่าของกลางเป็นการเชิญชวนให้ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดบ้านขว้าง ทั้งที่จำเลยไม่มีอำนาจโดยลำพังที่จะจัดทอดผ้าป่าในนามวัดบ้านขว้างโดยพลการเพราะไม่ได้แจ้งหรือขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดและไม่ได้ผ่านการประชุมระหว่างไวยาวัจกร กรรมการวัด เจ้าอาวาสวัด ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนรวมทั้งชาวบ้าน ทั้งซองผ้าป่าของกลางที่จัดพิมพ์แจกจ่ายให้ผู้อื่นไม่มีรอยตราของวัดประทับด้านหลังซอง การจัดพิมพ์ซองผ้าป่าดังกล่าวจึงเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ โดยจำเลยไม่มีอำนาจ ลักษณะข้อความตามซองผ้าป่าของกลางระบุชัดเจนว่าเป็นการทอดผ้าป่า ณ วัดบ้านขว้าง ทำให้ประชาชนทั่วไปเชื่อว่าเป็นซองผ้าป่าที่แท้จริงที่จัดทำขึ้นโดยวัดบ้านขว้าง ทั้งที่ความจริงแล้วทางวัดบ้านขว้างมิได้รับรู้ด้วย หากมีการนำซองผ้าป่าดังกล่าวไปใช้โดยไม่สุจริตนำออกเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วไม่นำเงินมาทำบุญที่วัดบ้านขว้างตามที่ระบุในซองผ้าป่า ย่อมเกิดความเสื่อมเสีย หรือเสียชื่อเสียง หรือขาดความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อวัดบ้านขว้างและพระครู ป. เจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง แม้ผลของการกระทำจะยังไม่ปรากฏความเสียหายแต่พิจารณาพฤติการณ์ประกอบการกระทำของจำเลยที่พิจารณาได้จากความคิดธรรมดาของบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกับจำเลยก็น่าจะเกิดความเสียหายได้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 268 และริบซองผ้าป่าของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 5 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบซองผ้าป่าของกลาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงในชั้นฎีกาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลหนองหนาม อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ได้จัดพิมพ์ซองผ้าป่าซึ่งมีข้อความส่วนหนึ่งบนซองว่า "ขอเชิญร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนสร้างกุฏิสงฆ์ ณ วัดบ้านขว้าง ตำบลหนองหนาม อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน วันพฤหัสบดีที่ 1 เดือนมกราคม พ.ศ.2558" จำนวน 300 ซอง แล้วนำซองผ้าป่าดังกล่าวไปแจกจ่ายแก่ผู้อื่น ต่อมามีผู้ได้รับซองผ้าป่าดังกล่าว ซึ่งไม่พบใบฎีกาในซองผ้าป่า สอบถามไปยังไวยาวัจกรของวัดบ้านขว้าง ไวยาวัจกรสอบถามเจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง จึงทราบว่าไม่ได้มีการอนุญาตให้จัดพิมพ์ซองผ้าป่าดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การทำบุญกับวัดสามารถทำได้โดยไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากวัด จำเลยจัดพิมพ์ซองผ้าป่าโดยมีเจตนาหาเงินสมทบทุนในการสร้างกุฏิภายในวัดบ้านขว้าง จึงเป็นเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางวัดหรือประชาชน ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายทองคำ ไวยาวัจกรวัดบ้านขว้าง พยานโจทก์ และพระครูประภัศร์ศีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง พยานจำเลยว่า ขั้นตอนและรูปแบบที่ถูกต้องในการทำบุญทอดผ้าป่าของวัดบ้านขว้าง ผู้มีเจตนาทำบุญต้องมาปรึกษาขออนุญาตกับเจ้าอาวาสวัด โดยเจ้าอาวาสวัดจะนำเรื่องไปปรึกษากับไวยาวัจกรของวัดและสภาชาวบ้านของวัด กับมีการประชุมระหว่างไวยาวัจกร กรรมการวัด เจ้าอาวาสวัด ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน รวมทั้งชาวบ้านเพื่อให้รับทราบและสรุปตกลงกันให้วัดทอดผ้าป่าได้ และในการจัดพิมพ์ซองและ ใบทอดผ้าป่าต้องมีการประทับตราของวัดด้านหลังซองและใบทอดผ้าป่าซึ่งอยู่ในซองด้วย เห็นว่า จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง หรือเป็นกรรมการวัด หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในวัดบ้านขว้างที่จะมีอำนาจจัดทอดผ้าป่าโดยลำพัง การที่จำเลยจัดพิมพ์ซองผ้าป่าซึ่งข้อความบนซองผ้าป่าของกลางเป็นการเชิญชวนให้ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดบ้านขว้าง ทั้งที่จำเลยไม่มีอำนาจโดยลำพังที่จะจัดทอดผ้าป่าในนามวัดบ้านขว้างโดยพลการเพราะไม่ได้แจ้งหรือขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดและไม่ได้ผ่านการประชุมระหว่างไวยาวัจกร กรรมการวัดเจ้าอาวาสวัด ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนรวมทั้งชาวบ้าน ทั้งซองผ้าป่าของกลาง ที่จัดพิมพ์แจกจ่ายให้ผู้อื่นไม่มีรอยตราของวัดประทับด้านหลังซอง การจัดพิมพ์ซองผ้าป่าดังกล่าวจึงเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ โดยจำเลยไม่มีอำนาจ ลักษณะข้อความตามซองผ้าป่าของกลางระบุชัดเจนว่าเป็นการทอดผ้าป่า ณ วัดบ้านขว้าง ทำให้ประชาชนทั่วไปเชื่อว่าเป็นซองผ้าป่าที่แท้จริงที่จัดทำขึ้นโดยวัดบ้านขว้าง ทั้งที่ความจริงแล้วทางวัดบ้านขว้างมิได้รับรู้ด้วย หากมีการนำซองผ้าป่าดังกล่าวไปใช้โดยไม่สุจริตนำออกเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วไม่นำเงินมาทำบุญที่วัดบ้านขว้างตามที่ระบุในซองผ้าป่า ย่อมเกิดความเสื่อมเสีย หรือเสียชื่อเสียง หรือขาดความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อวัดบ้านขว้างและพระครูประภัศร์ศีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง แม้ผลของการกระทำจะยังไม่ปรากฏความเสียหายแต่พิจารณาพฤติการณ์ประกอบการกระทำของจำเลยที่พิจารณาได้จากความคิดธรรมดาของบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกับจำเลยก็น่าจะเกิดความเสียหายได้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พันวะสา บัวทอง-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-ชลิศร์ สวัสดิทัต) ศาลจังหวัดลำพูน - นายมานิตย์ ธนะกิจรุ่งเรือง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2569/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ470/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2193/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
607989
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลำพูน",
        "judge": "นายมานิตย์ ธนะกิจรุ่งเรือง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961647"
    }
}
date
2559
deka_no
10517/2559
deka_running_no
10517
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "พันวะสา บัวทอง",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "ชลิศร์ สวัสดิทัต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 264"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิฑูรย์ หิรัญรัตน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 268 และริบซองผ้าป่าของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 5 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบซองผ้าป่าของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงในชั้นฎีกาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลหนองหนาม อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ได้จัดพิมพ์ซองผ้าป่าซึ่งมีข้อความส่วนหนึ่งบนซองว่า "ขอเชิญร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนสร้างกุฏิสงฆ์ ณ วัดบ้านขว้าง ตำบลหนองหนาม อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน วันพฤหัสบดีที่ 1 เดือนมกราคม พ.ศ.2558" จำนวน 300 ซอง แล้วนำซองผ้าป่าดังกล่าวไปแจกจ่ายแก่ผู้อื่น ต่อมามีผู้ได้รับซองผ้าป่าดังกล่าว ซึ่งไม่พบใบฎีกาในซองผ้าป่า สอบถามไปยังไวยาวัจกรของวัดบ้านขว้าง ไวยาวัจกรสอบถามเจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง จึงทราบว่าไม่ได้มีการอนุญาตให้จัดพิมพ์ซองผ้าป่าดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การทำบุญกับวัดสามารถทำได้โดยไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากวัด จำเลยจัดพิมพ์ซองผ้าป่าโดยมีเจตนาหาเงินสมทบทุนในการสร้างกุฏิภายในวัดบ้านขว้าง จึงเป็นเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางวัดหรือประชาชน ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายทองคำ ไวยาวัจกรวัดบ้านขว้าง พยานโจทก์ และพระครูประภัศร์ศีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง พยานจำเลยว่า ขั้นตอนและรูปแบบที่ถูกต้องในการทำบุญทอดผ้าป่าของวัดบ้านขว้าง ผู้มีเจตนาทำบุญต้องมาปรึกษาขออนุญาตกับเจ้าอาวาสวัด โดยเจ้าอาวาสวัดจะนำเรื่องไปปรึกษากับไวยาวัจกรของวัดและสภาชาวบ้านของวัด กับมีการประชุมระหว่างไวยาวัจกร กรรมการวัด เจ้าอาวาสวัด ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน รวมทั้งชาวบ้านเพื่อให้รับทราบและสรุปตกลงกันให้วัดทอดผ้าป่าได้ และในการจัดพิมพ์ซองและ

ใบทอดผ้าป่าต้องมีการประทับตราของวัดด้านหลังซองและใบทอดผ้าป่าซึ่งอยู่ในซองด้วย เห็นว่า จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง หรือเป็นกรรมการวัด หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในวัดบ้านขว้างที่จะมีอำนาจจัดทอดผ้าป่าโดยลำพัง การที่จำเลยจัดพิมพ์ซองผ้าป่าซึ่งข้อความบนซองผ้าป่าของกลางเป็นการเชิญชวนให้ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดบ้านขว้าง ทั้งที่จำเลยไม่มีอำนาจโดยลำพังที่จะจัดทอดผ้าป่าในนามวัดบ้านขว้างโดยพลการเพราะไม่ได้แจ้งหรือขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดและไม่ได้ผ่านการประชุมระหว่างไวยาวัจกร กรรมการวัดเจ้าอาวาสวัด ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนรวมทั้งชาวบ้าน ทั้งซองผ้าป่าของกลาง

ที่จัดพิมพ์แจกจ่ายให้ผู้อื่นไม่มีรอยตราของวัดประทับด้านหลังซอง การจัดพิมพ์ซองผ้าป่าดังกล่าวจึงเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ โดยจำเลยไม่มีอำนาจ ลักษณะข้อความตามซองผ้าป่าของกลางระบุชัดเจนว่าเป็นการทอดผ้าป่า ณ วัดบ้านขว้าง ทำให้ประชาชนทั่วไปเชื่อว่าเป็นซองผ้าป่าที่แท้จริงที่จัดทำขึ้นโดยวัดบ้านขว้าง ทั้งที่ความจริงแล้วทางวัดบ้านขว้างมิได้รับรู้ด้วย หากมีการนำซองผ้าป่าดังกล่าวไปใช้โดยไม่สุจริตนำออกเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วไม่นำเงินมาทำบุญที่วัดบ้านขว้างตามที่ระบุในซองผ้าป่า ย่อมเกิดความเสื่อมเสีย หรือเสียชื่อเสียง หรือขาดความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อวัดบ้านขว้างและพระครูประภัศร์ศีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง แม้ผลของการกระทำจะยังไม่ปรากฏความเสียหายแต่พิจารณาพฤติการณ์ประกอบการกระทำของจำเลยที่พิจารณาได้จากความคิดธรรมดาของบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกับจำเลยก็น่าจะเกิดความเสียหายได้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ470/2558
primary_red_case_no
อ2193/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000199.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2569/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559