คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10316/2559 ฉบับเต็ม

#608716
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10316/2559 นายประสาน วงศ์สวัสดิ์ โจทก์ นายเฉลา สายกาญจนะ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 377 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 บัญญัติว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย" เช่นนี้ ย่อมแสดงว่า มัดจำคือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาโดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ ซึ่งตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ข้อ 4 ระบุว่า ถ้าผู้จะซื้อปฏิบัติผิดสัญญาไม่ไปรับโอน ให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิก ผู้จะขายไม่จำต้องบอกกล่าว และผู้จะซื้อยินยอมให้ผู้จะขายริบมัดจำที่ชำระแล้วได้ทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยย่อมริบมัดจำทั้งหมดได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยไม่จำต้องนำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับนั้น เพราะมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำจำนวน 2,000,000 บาท ค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาเป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์จำนวน 1,200,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า วันที่ 9 สิงหาคม 2555 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27939 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่จำนวน 15 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา จากจำเลยในราคาไร่ละ 1,600,000 บาท โจทก์วางมัดจำให้จำเลยในวันทำสัญญาเป็นเงิน 2,000,000 บาท และตกลงชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือในวันที่ 9 สิงหาคม 2556 อันเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาแต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญามีข้อตกลงในเรื่องที่จำเลยจะต้องไปรังวัดที่ดินทั้งหมดก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ และที่ดินแปลงที่ซื้อขายมีถนนเป็นทางเข้าออกกว้างประมาณ 6 เมตร จึงถือเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญา แต่จำเลยยังไม่ดำเนินการตามข้อกำหนดในสัญญา จึงถือว่าโจทก์และจำเลยยังมิได้มีสัญญาต่อกัน สัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังไม่เกิดนั้น ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าเงินมัดจำมีจำนวนสูงกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับ ประกอบกับคดีนี้จำเลยมิได้นำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับ กรณีต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 บัญญัติว่า ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น เมื่อสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะนำพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 มาใช้บังคับได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เงินมัดจำมีจำนวนสูงกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับและจำเลยมิได้นำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่าเมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่งมัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย เช่นนี้ ย่อมแสดงว่า มัดจำคือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาโดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ ซึ่งตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ข้อ 4 ระบุว่า ถ้าผู้จะซื้อปฏิบัติผิดสัญญาไม่ไปรับโอน ให้ถือว่า สัญญานี้เป็นอันยกเลิก โดยผู้จะขายไม่จำต้องบอกกล่าว และผู้จะซื้อยินยอมให้ผู้จะขายริบมัดจำที่ชำระแล้วได้ทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยย่อมริบมัดจำทั้งหมดได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยไม่จำต้องนำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับนั้น เพราะมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (นวลน้อย ผลทวี-สุริยง ลิ้มสถิรานันท์-โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ) ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นางสาวสุนิษา บรรเทา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3046/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ869/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ346/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
608716
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบุรี",
        "judge": "นางสาวสุนิษา บรรเทา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961663"
    }
}
date
2559
deka_no
10316/2559
deka_running_no
10316
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "นวลน้อย ผลทวี",
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์",
    "โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 377"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายประสาน วงศ์สวัสดิ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเฉลา สายกาญจนะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำจำนวน 2,000,000 บาท ค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาเป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์จำนวน 1,200,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า วันที่ 9 สิงหาคม 2555 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27939 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่จำนวน 15 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา จากจำเลยในราคาไร่ละ 1,600,000 บาท โจทก์วางมัดจำให้จำเลยในวันทำสัญญาเป็นเงิน 2,000,000 บาท และตกลงชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือในวันที่ 9 สิงหาคม 2556 อันเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาแต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญามีข้อตกลงในเรื่องที่จำเลยจะต้องไปรังวัดที่ดินทั้งหมดก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ และที่ดินแปลงที่ซื้อขายมีถนนเป็นทางเข้าออกกว้างประมาณ 6 เมตร จึงถือเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญา แต่จำเลยยังไม่ดำเนินการตามข้อกำหนดในสัญญา จึงถือว่าโจทก์และจำเลยยังมิได้มีสัญญาต่อกัน สัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังไม่เกิดนั้น ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าเงินมัดจำมีจำนวนสูงกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับ ประกอบกับคดีนี้จำเลยมิได้นำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับ กรณีต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 บัญญัติว่า ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น เมื่อสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะนำพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 มาใช้บังคับได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เงินมัดจำมีจำนวนสูงกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับและจำเลยมิได้นำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่าเมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่งมัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย เช่นนี้ ย่อมแสดงว่า มัดจำคือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาโดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ ซึ่งตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ข้อ 4 ระบุว่า ถ้าผู้จะซื้อปฏิบัติผิดสัญญาไม่ไปรับโอน ให้ถือว่า สัญญานี้เป็นอันยกเลิก โดยผู้จะขายไม่จำต้องบอกกล่าว และผู้จะซื้อยินยอมให้ผู้จะขายริบมัดจำที่ชำระแล้วได้ทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยย่อมริบมัดจำทั้งหมดได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยไม่จำต้องนำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับนั้น เพราะมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ869/2556
primary_red_case_no
พ346/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000199.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3046/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559