คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9042/2559 ฉบับเต็ม

#609288
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9042/2559 นายสงกรานต์ บุญเทพ โจทก์ นายวชิระ แก่นทรัพย์ ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน หรือพนักงานตรวจแรงงาน จังหวัดกำแพงเพชร กับพวก จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) การที่จะพิจารณาว่าการกระทำของลูกจ้างเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ ต้องคำนึงถึงลักษณะของการกระทำ พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เป็นแต่ละกรณีไปว่าเป็นกรณีร้ายแรงในตัวเองหรือไม่ แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างจะไม่ได้ระบุให้การกระทำของลูกจ้างเป็นความผิดร้ายแรง ศาลแรงงานก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาหรือวินิจฉัยได้ว่าการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของลูกจ้างดังกล่าวเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการขุดเจาะปิโตรเลียม โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ทำงานตำแหน่งวิศวกรตรวจวัดขณะขุดเจาะ ประจำแท่นขุดเจาะน้ำมัน อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขณะออกปฏิบัติงานภาคสนามเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 เป็นกรณีที่ร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 64,864,948.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ค่าชดเชย 1,614,000 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 242,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าศาลแรงงานภาค 6 ตีความขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีการระบุไว้ว่า การมีแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นเหตุร้ายแรง การจัดอาหารให้พนักงานของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่การดูแลรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะปฏิบัติงานตลอดเวลาดังที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัย เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น การห้ามโจทก์ออกนอกสถานที่ทำงานนอกเวลางานเป็นการขัดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตามอำเภอใจขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้...(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน" ซึ่งคำว่า "กรณีที่ร้ายแรง" นี้ ย่อมหมายถึงลักษณะของการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่ง และพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เป็น แต่ละกรณีไปว่าเป็นกรณีร้ายแรงในตัวเอง ดังนั้น แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ระบุให้เป็นความผิดร้ายแรง ศาลก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาหรือวินิจฉัยได้ว่าการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่ง ตามลักษณะที่ทำประกอบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดจนสภาพแวดล้อมในกรณีนี้นั้นเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ มิใช่เป็นการตีความขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ดังที่โจทก์อุทธรณ์อ้างมา ส่วนที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จัดอาหารไว้ให้แก่พนักงานเพื่อให้พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลานั้น เป็นการนำข้อเท็จจริงซึ่งปรากฏจากการพิจารณาคดีมาหยิบยกเป็นเหตุผลประกอบเพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่เข้มงวดต่อพนักงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งออกปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อให้พนักงานพร้อมที่จะปฏิบัติงานตลอดเวลาและมีความปลอดภัย คำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 6 ในส่วนดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่ห้ามพนักงานออกนอกสถานที่ทำงานนอกเวลาทำงานนั้น ขัดต่อกฎหมาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีข้อห้ามดังกล่าว ทั้งได้ความจากพยานฝ่ายโจทก์เองว่า ไม่มีข้อห้ามมิให้วิศวกรตรวจวัดขณะขุดเจาะออกนอกสถานที่ทำงานเมื่อหมดเวลาทำงานแล้ว ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างมานี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายใด เมื่อโจทก์ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ในขณะที่ออกปฏิบัติงานภาคสนามอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 เป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) หาใช่เป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามอำเภอใจและไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (นิยุต สุภัทรพาหิรผล-วิชัย เอื้ออังคณากุล-ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร) ศาลแรงงานภาค 6 - นายสมชาย กิจนพศรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.1212/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ318/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ286/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
609288
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 6",
        "judge": "นายสมชาย กิจนพศรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962245"
    }
}
date
2559
deka_no
9042/2559
deka_running_no
9042
deka_year
2559
department
แรงงาน
judges
[
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "วิชัย เอื้ออังคณากุล",
    "ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสงกรานต์ บุญเทพ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายวชิระ แก่นทรัพย์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "หรือพนักงานตรวจแรงงาน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จังหวัดกำแพงเพชร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 64,864,948.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ค่าชดเชย 1,614,000 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 242,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าศาลแรงงานภาค 6 ตีความขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีการระบุไว้ว่า การมีแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นเหตุร้ายแรง การจัดอาหารให้พนักงานของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่การดูแลรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะปฏิบัติงานตลอดเวลาดังที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัย เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น การห้ามโจทก์ออกนอกสถานที่ทำงานนอกเวลางานเป็นการขัดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตามอำเภอใจขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้...(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน" ซึ่งคำว่า "กรณีที่ร้ายแรง" นี้ ย่อมหมายถึงลักษณะของการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่ง และพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เป็น แต่ละกรณีไปว่าเป็นกรณีร้ายแรงในตัวเอง ดังนั้น แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ระบุให้เป็นความผิดร้ายแรง ศาลก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาหรือวินิจฉัยได้ว่าการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่ง ตามลักษณะที่ทำประกอบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดจนสภาพแวดล้อมในกรณีนี้นั้นเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ มิใช่เป็นการตีความขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ดังที่โจทก์อุทธรณ์อ้างมา ส่วนที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จัดอาหารไว้ให้แก่พนักงานเพื่อให้พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลานั้น เป็นการนำข้อเท็จจริงซึ่งปรากฏจากการพิจารณาคดีมาหยิบยกเป็นเหตุผลประกอบเพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่เข้มงวดต่อพนักงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งออกปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อให้พนักงานพร้อมที่จะปฏิบัติงานตลอดเวลาและมีความปลอดภัย คำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 6 ในส่วนดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่ห้ามพนักงานออกนอกสถานที่ทำงานนอกเวลาทำงานนั้น ขัดต่อกฎหมาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีข้อห้ามดังกล่าว ทั้งได้ความจากพยานฝ่ายโจทก์เองว่า ไม่มีข้อห้ามมิให้วิศวกรตรวจวัดขณะขุดเจาะออกนอกสถานที่ทำงานเมื่อหมดเวลาทำงานแล้ว ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างมานี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายใด เมื่อโจทก์ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ในขณะที่ออกปฏิบัติงานภาคสนามอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 เป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) หาใช่เป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามอำเภอใจและไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ318/2552
primary_red_case_no
พ286/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000204.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.1212/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559