คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2560 ฉบับเต็ม

#609293
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2560 นางอุดมศิลป์ หินแรง โจทก์ นางบุษยากรณ์ ผาหยาด จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ป.อ. มาตรา 143 โจทก์มอบเงิน 300,000 บาท ให้แก่จำเลย เพราะจำเลยอ้างว่าจะนำไปให้เจ้าพนักงานตำรวจยศระดับพลตำรวจตรี 2 คน เพื่อช่วยเหลือให้บุตรสาวโจทก์สามารถสอบเข้ารับราชการตำรวจได้ ซึ่งโจทก์ย่อมจะต้องทราบดีว่าบุตรสาวโจทก์จะเข้ารับราชการตำรวจได้ต้องผ่านการสอบคัดเลือก โดยการสอบคัดเลือกเป็นระเบียบแบบแผนของทางราชการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบได้โดยเสรีและที่สำคัญการจัดการสอบจะต้องยุติธรรมเพื่อที่ทางราชการจะได้คนมีความสามารถ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน หากมีการช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้สามารถสอบผ่านแสดงว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริต เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 143 และ 341 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ให้ประทับฟ้อง ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 จำคุก 1 ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติโดยโจทก์กับจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ประมาณเดือนเมษายน 2555 โจทก์ไปให้แพทย์แผนโบราณรักษาโรคโดยการฝังเข็มที่บ้านของจำเลย จำเลยบอกโจทก์ว่ารู้จักตำรวจยศพลตำรวจตรี 2 คน ที่สามารถช่วยเหลือให้นางสาวรัตนาภรณ์ บุตรโจทก์ที่สมัครสอบเข้ารับราชการตำรวจให้สอบเข้ารับราชการได้ โดยจำเลยจะเป็นคนกลางติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว แต่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 300,000 บาท โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคันพะลาน ตำบลคันพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี จึงหลงเชื่อ ต่อมาในวันที่ 17 เมษายน 2555 โจทก์มอบเงินงวดแรกจำนวน 150,000 บาท ให้แก่จำเลย งวดที่ 2 มอบเงินจำนวน 150,000 บาท ให้แก่นางอ๊อฟน้องจำเลย แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศผลการสอบปรากฏว่า นางสาวรัตนาภรณ์สอบไม่ผ่าน จำเลยแจ้งโจทก์ว่ากำลังติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือ จนกระทั่งในเดือนธันวาคม 2556 จำเลยบอกโจทก์ว่าให้นางสาวรัตนาภรณ์ ไปรายงานตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เมื่อไปถึงไม่มีชื่อนางสาวรัตนาภรณ์อีก โจทก์ทวงถามจำเลยให้คืนเงิน จำเลยบอกว่าจะคืนให้ แต่ไม่คืน โจทก์จึงร้องเรียนต่อนายวัชรพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 2 อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ผู้บังคับบัญชาจำเลย นายวัชรพงศ์สอบถามโจทก์และจำเลยถึงเรื่องราวดังกล่าว จำเลยยอมรับว่ารับเงินจากโจทก์และจะคืนให้ทั้งหมด แต่จำเลยก็ไม่คืน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ทราบว่าจำเลยจะนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปจัดการอย่างไร แต่โจทก์ทราบดีว่าเหตุที่โจทก์มอบเงินจำนวน 300,000 บาท ให้แก่จำเลย ก็เพราะจำเลยอ้างว่าจะนำไปให้เจ้าพนักงานตำรวจยศระดับพลตำรวจตรี 2 คน เพื่อช่วยเหลือให้นางสาวรัตนาภรณ์ สามารถสอบเข้ารับราชการตำรวจได้ ซึ่งโจทก์ย่อมจะต้องทราบดีว่านางสาวรัตนาภรณ์จะเข้ารับราชการตำรวจได้ต้องผ่านการสอบคัดเลือก โดยการสอบคัดเลือกเป็นระเบียบแบบแผนของทางราชการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบได้โดยเสรีและที่สำคัญการจัดการสอบจะต้องยุติธรรมเพื่อที่ทางราชการจะได้คนมีความสามารถ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน หากมีการช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้สามารถสอบผ่านแสดงว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริต เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้อง (กึกก้อง สมเกียรติเจริญ-ประยูร ณ ระนอง-อารยา วิชิตชลชัย) ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายวีระพงษ์ เสวกวงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายปิ่น ศรีเมือง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2907/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2464/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ473/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
609293
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุบลราชธานี",
        "judge": "นายวีระพงษ์ เสวกวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายปิ่น ศรีเมือง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960924"
    }
}
date
2560
deka_no
2077/2560
deka_running_no
2077
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "กึกก้อง สมเกียรติเจริญ",
    "ประยูร ณ ระนอง",
    "อารยา วิชิตชลชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 143"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางอุดมศิลป์ หินแรง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางบุษยากรณ์ ผาหยาด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 143 และ 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ให้ประทับฟ้อง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 จำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติโดยโจทก์กับจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ประมาณเดือนเมษายน 2555 โจทก์ไปให้แพทย์แผนโบราณรักษาโรคโดยการฝังเข็มที่บ้านของจำเลย จำเลยบอกโจทก์ว่ารู้จักตำรวจยศพลตำรวจตรี 2 คน ที่สามารถช่วยเหลือให้นางสาวรัตนาภรณ์ บุตรโจทก์ที่สมัครสอบเข้ารับราชการตำรวจให้สอบเข้ารับราชการได้ โดยจำเลยจะเป็นคนกลางติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว แต่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 300,000 บาท โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคันพะลาน ตำบลคันพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี จึงหลงเชื่อ ต่อมาในวันที่ 17 เมษายน 2555 โจทก์มอบเงินงวดแรกจำนวน 150,000 บาท ให้แก่จำเลย งวดที่ 2 มอบเงินจำนวน 150,000 บาท ให้แก่นางอ๊อฟน้องจำเลย แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศผลการสอบปรากฏว่า นางสาวรัตนาภรณ์สอบไม่ผ่าน จำเลยแจ้งโจทก์ว่ากำลังติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือ จนกระทั่งในเดือนธันวาคม 2556 จำเลยบอกโจทก์ว่าให้นางสาวรัตนาภรณ์ ไปรายงานตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เมื่อไปถึงไม่มีชื่อนางสาวรัตนาภรณ์อีก โจทก์ทวงถามจำเลยให้คืนเงิน จำเลยบอกว่าจะคืนให้ แต่ไม่คืน โจทก์จึงร้องเรียนต่อนายวัชรพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 2 อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ผู้บังคับบัญชาจำเลย นายวัชรพงศ์สอบถามโจทก์และจำเลยถึงเรื่องราวดังกล่าว จำเลยยอมรับว่ารับเงินจากโจทก์และจะคืนให้ทั้งหมด แต่จำเลยก็ไม่คืน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ทราบว่าจำเลยจะนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปจัดการอย่างไร แต่โจทก์ทราบดีว่าเหตุที่โจทก์มอบเงินจำนวน 300,000 บาท ให้แก่จำเลย ก็เพราะจำเลยอ้างว่าจะนำไปให้เจ้าพนักงานตำรวจยศระดับพลตำรวจตรี 2 คน เพื่อช่วยเหลือให้นางสาวรัตนาภรณ์ สามารถสอบเข้ารับราชการตำรวจได้ ซึ่งโจทก์ย่อมจะต้องทราบดีว่านางสาวรัตนาภรณ์จะเข้ารับราชการตำรวจได้ต้องผ่านการสอบคัดเลือก โดยการสอบคัดเลือกเป็นระเบียบแบบแผนของทางราชการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบได้โดยเสรีและที่สำคัญการจัดการสอบจะต้องยุติธรรมเพื่อที่ทางราชการจะได้คนมีความสามารถ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน หากมีการช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้สามารถสอบผ่านแสดงว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริต เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2464/2557
primary_red_case_no
อ473/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000193.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2907/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560