คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 553/2560 ฉบับเต็ม

#609295
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 553/2560 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสมพงษ์ หวังเจริญ กับพวก ผู้ประกัน นางสาวสมศรี จันทร์หอม หรือจันทรหอม กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้ประกันที่ 1 ฎีกาว่า การบังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาประกันต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ขอให้ศาลฎีกาคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันที่ 1 นั้น เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกัน โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ประกันมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลไปจนกว่าจะครบกำหนดอายุความทางอาญา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกันและออกหมายจับจำเลยที่ 2 โดยระบุให้จับตัวส่งศาลชั้นต้นภายในอายุความ 15 ปี นับจากวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับและปรับผู้ประกัน จนถึงวันที่ผู้ประกันที่ 1 ยื่นคำร้องนี้มาจึงยังอยู่ภายในอายุความทางอาญาดังกล่าว ดังนั้น ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้น ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันตามคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ประกันที่ 1 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันทั้งสองประกันตัวจำเลยที่ 2 ไปในระหว่างพิจารณา โดยทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลในวงเงิน 3,500,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2546 ผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองตามสัญญาและออกหมายจับจำเลยที่ 2 วันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ผู้ประกันที่ 1 ยื่นคำร้องว่า นับจากวันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองจนถึงวันยื่นคำร้อง หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิได้ดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกันภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง จึงหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่หลักประกันของผู้ประกันทั้งสองแล้ว ขอให้คืนหลักประกันโฉนดที่ดินเลขที่ 15937 ตำบลทับยาว อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้ประกันทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันจำเลยที่ 2 เนื่องจากไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลตามกำหนดนัด เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 จนถึงปัจจุบันผู้ประกันจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำตัวจำเลยที่ 2 มาส่งต่อศาล ต้องถือว่าผู้ประกันจำเลยที่ 2 ยังคงผิดสัญญาประกัน ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญาในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งศาลได้ แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันจำเลยที่ 2 เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263-1264/2558 กรณีจึงไม่มีเหตุให้คืนหลักประกันแก่ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ให้ยกคำร้อง ผู้ประกันที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ประกันที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ประกันที่ 1 ฎีกาว่า การบังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาประกันต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ขอให้ศาลฎีกาคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกัน โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ประกันมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลไปจนกว่าจะครบกำหนดอายุความทางอาญา การที่ศาลชั้นต้นคดีนี้มีคำสั่งปรับผู้ประกันและออกหมายจับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 โดยระบุให้จับจำเลยที่ 2 ไปส่งศาลชั้นต้นภายในอายุความ 15 ปี นับจากวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 และสั่งปรับผู้ประกัน จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ที่ผู้ประกันที่ 1 ยื่นคำร้องนี้มา จึงยังอยู่ภายในอายุความทางอาญาดังกล่าว ดังนั้น ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้น ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันตามคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ประกันที่ 1 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกันที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของผู้ประกันที่ 1 (เทพ อิงคสิทธิ์-นิพนธ์ ใจสำราญ-ไมตรี สุเทพากุล) ศาลอาญา - นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์ ศาลอุทธรณ์ - นายพิสิฐ ฐิติภัค แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3897/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ฟย3/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ฟย1/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
609295
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพิสิฐ ฐิติภัค"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961284"
    }
}
date
2560
deka_no
553/2560
deka_running_no
553
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "เทพ อิงคสิทธิ์",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ",
    "ไมตรี สุเทพากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 119 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "ผู้ประกัน",
        "name": "นายสมพงษ์ หวังเจริญ กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางสาวสมศรี จันทร์หอม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือจันทรหอม กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันทั้งสองประกันตัวจำเลยที่ 2 ไปในระหว่างพิจารณา โดยทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลในวงเงิน 3,500,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2546 ผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองตามสัญญาและออกหมายจับจำเลยที่ 2 วันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ผู้ประกันที่ 1 ยื่นคำร้องว่า นับจากวันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองจนถึงวันยื่นคำร้อง หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิได้ดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกันภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง จึงหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่หลักประกันของผู้ประกันทั้งสองแล้ว ขอให้คืนหลักประกันโฉนดที่ดินเลขที่ 15937 ตำบลทับยาว อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้ประกันทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันจำเลยที่ 2 เนื่องจากไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลตามกำหนดนัด เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 จนถึงปัจจุบันผู้ประกันจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำตัวจำเลยที่ 2 มาส่งต่อศาล ต้องถือว่าผู้ประกันจำเลยที่ 2 ยังคงผิดสัญญาประกัน ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญาในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งศาลได้ แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันจำเลยที่ 2 เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263-1264/2558 กรณีจึงไม่มีเหตุให้คืนหลักประกันแก่ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ให้ยกคำร้อง

ผู้ประกันที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ประกันที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ประกันที่ 1 ฎีกาว่า การบังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาประกันต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ขอให้ศาลฎีกาคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกัน โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ประกันมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลไปจนกว่าจะครบกำหนดอายุความทางอาญา การที่ศาลชั้นต้นคดีนี้มีคำสั่งปรับผู้ประกันและออกหมายจับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 โดยระบุให้จับจำเลยที่ 2 ไปส่งศาลชั้นต้นภายในอายุความ 15 ปี นับจากวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 และสั่งปรับผู้ประกัน จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ที่ผู้ประกันที่ 1 ยื่นคำร้องนี้มา จึงยังอยู่ภายในอายุความทางอาญาดังกล่าว ดังนั้น ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้น ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันตามคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ประกันที่ 1 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกันที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ประกันที่ 1
opensearch_id
primary_black_case_no
ฟย3/2544
primary_red_case_no
ฟย1/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000196.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3897/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560