คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2560 ฉบับเต็ม

#609571
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2560 พนักงานอัยการคดีเยาวชน และครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์ นางสาวดาวอนหรือกิ๊ปหรือ จิ๊ป สีบุนเฮียงหรือสีบุนเฮือง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 120, มาตรา 19 (3) ก่อนจับกุมจำเลยในคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด พบการกระทำความผิดของ ม. และ บ. ก่อน จึงมีการขยายผลสืบสวนและมีการวางแผนให้ ม. และ บ. โทรศัพท์ไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ค้ายาเสพติดชาวลาว โดยมีการตกลงซื้อขายและนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันที่สถานีขนส่งอำเภอเมืองร้อยเอ็ด แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมนำกำลังไปดักซุ่มรอแล้วมีการนัดหมายเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบเป็นสถานีขนส่งอำเภอโพนทอง เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามไปจนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน 3,885 เม็ด ของกลาง ได้ที่สถานีขนส่งอำเภอโพนทอง กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นท้องที่ที่ บ. โทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและสถานีตำรวจภูธรโพนทองซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยได้ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) การสอบสวนย่อมเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 53 (ที่ถูก มาตรา 18 วรรคหนึ่ง) คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1), 145 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี นับแต่วันพิพากษา หากไม่ชำระค่าปรับให้จำเลยฝึกอบรมต่อ 6 เดือน โดยให้หักระยะเวลาที่จำเลยถูกควบคุมก่อนศาลมีคำพิพากษาด้วยริบของกลาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์ เจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดกับพวกร่วมกันจับกุมตัวนายมานิต และนายบัญญัติ ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากการสืบสวนขยายผลการจับกุม นายมานิตและนายบัญญัติให้การว่าสามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากเจ้าของเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นคนสัญชาติลาวและสามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้ จำนวน 2 มัด หรือ 4,000 เม็ด โดยนัดหมายจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนในวันที่ 18 มีนาคม 2558 ต่อมาเมื่อถึงวันนัด เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาหานายบัญญัติบอกว่าจะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้ที่สถานีขนส่งอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกซึ่งเป็นชุดจับกุมไปดักซุ่มรอ แต่จำเลยไม่มาตามนัด สักครู่หนึ่งจำเลยโทรศัพท์มาบอกนายบัญญัติว่าให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนที่สถานีขนส่งอำเภอโพนทอง ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงเดินทางไปสถานีขนส่งอำเภอโพนทอง ไปถึงเวลาประมาณ 17.20 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาบอกนายบัญญัติว่าถึงแล้ว ยืนอยู่ด้านหลังสถานีขนส่งอำเภอโพนทองด้านทิศตะวันตก ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงเข้าแสดงตนและขอตรวจค้นจำเลย พบเมทแอมเฟตามีน 2 มัด จำนวน 3,885 เม็ด ซุกซ่อนไว้ที่กระเป๋าสีชมพูของจำเลย และพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง จำเลยรับว่าเดินทางมาส่งเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 มัด ดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงร่วมกันจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 3,885 เม็ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง ของกลาง ส่งมอบให้ร้อยตำรวจโทชัยสิงห์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดดำเนินการสอบสวน เมื่อร้อยตำรวจโทชัยสิงห์ดำเนินการสอบสวนเสร็จแล้ว จึงสรุปสำนวนการสอบสวนโดยมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาส่งให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาล คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกจับกุมในอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้จึงเป็นพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโพนทอง การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดเป็นผู้สอบสวนรวมทั้งสรุปสำนวนการสอบสวน พร้อมทั้งเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยต่อพนักงานอัยการ เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ก่อนจับกุมจำเลยในคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด พบการกระทำความผิดของนายมานิตและนายบัญญัติก่อน จึงมีการขยายผลสืบสวนและมีการวางแผนให้นายมานิตและนายบัญญัติโทรศัพท์ไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ค้ายาเสพติดชาวลาว โดยมีการตกลงซื้อขายและนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันที่สถานีขนส่งอำเภอเมืองร้อยเอ็ด แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมนำกำลังไปดักซุ่มรอแล้วมีการนัดหมายเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบเป็นสถานีขนส่งอำเภอโพนทอง เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามไป จนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน 3,885 เม็ด ของกลาง ได้ที่สถานีขนส่งอำเภอโพนทอง กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นท้องที่ที่นายบัญญัติโทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและสถานีตำรวจภูธรโพนทอง ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยได้ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) การสอบสวนย่อมเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วฎีกาข้ออื่นของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน (วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-พิศล พิรุณ-นพพร โพธิรังสิยากร) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด - นายเลอภพอักขรา พรชัย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชอ.92/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ264/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ5/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
609571
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด",
        "judge": "นายเลอภพอักขรา พรชัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961389"
    }
}
date
2560
deka_no
498/2560
deka_running_no
498
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "พิศล พิรุณ",
    "นพพร โพธิรังสิยากร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 120",
            "ม. 19 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชน"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "และครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางสาวดาวอนหรือกิ๊ปหรือ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จิ๊ป สีบุนเฮียงหรือสีบุนเฮือง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 53 (ที่ถูก มาตรา 18 วรรคหนึ่ง) คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1), 145 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี นับแต่วันพิพากษา หากไม่ชำระค่าปรับให้จำเลยฝึกอบรมต่อ 6 เดือน โดยให้หักระยะเวลาที่จำเลยถูกควบคุมก่อนศาลมีคำพิพากษาด้วยริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์ เจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดกับพวกร่วมกันจับกุมตัวนายมานิต และนายบัญญัติ ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากการสืบสวนขยายผลการจับกุม นายมานิตและนายบัญญัติให้การว่าสามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากเจ้าของเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นคนสัญชาติลาวและสามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้ จำนวน 2 มัด หรือ 4,000 เม็ด โดยนัดหมายจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนในวันที่ 18 มีนาคม 2558 ต่อมาเมื่อถึงวันนัด เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาหานายบัญญัติบอกว่าจะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้ที่สถานีขนส่งอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกซึ่งเป็นชุดจับกุมไปดักซุ่มรอ แต่จำเลยไม่มาตามนัด สักครู่หนึ่งจำเลยโทรศัพท์มาบอกนายบัญญัติว่าให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนที่สถานีขนส่งอำเภอโพนทอง ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงเดินทางไปสถานีขนส่งอำเภอโพนทอง ไปถึงเวลาประมาณ 17.20 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาบอกนายบัญญัติว่าถึงแล้ว ยืนอยู่ด้านหลังสถานีขนส่งอำเภอโพนทองด้านทิศตะวันตก ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงเข้าแสดงตนและขอตรวจค้นจำเลย พบเมทแอมเฟตามีน 2 มัด จำนวน 3,885 เม็ด ซุกซ่อนไว้ที่กระเป๋าสีชมพูของจำเลย และพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง จำเลยรับว่าเดินทางมาส่งเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 มัด ดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงร่วมกันจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 3,885 เม็ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง ของกลาง ส่งมอบให้ร้อยตำรวจโทชัยสิงห์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดดำเนินการสอบสวน เมื่อร้อยตำรวจโทชัยสิงห์ดำเนินการสอบสวนเสร็จแล้ว จึงสรุปสำนวนการสอบสวนโดยมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาส่งให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาล

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกจับกุมในอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้จึงเป็นพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโพนทอง การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดเป็นผู้สอบสวนรวมทั้งสรุปสำนวนการสอบสวน พร้อมทั้งเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยต่อพนักงานอัยการ เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ก่อนจับกุมจำเลยในคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด พบการกระทำความผิดของนายมานิตและนายบัญญัติก่อน จึงมีการขยายผลสืบสวนและมีการวางแผนให้นายมานิตและนายบัญญัติโทรศัพท์ไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ค้ายาเสพติดชาวลาว โดยมีการตกลงซื้อขายและนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันที่สถานีขนส่งอำเภอเมืองร้อยเอ็ด แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมนำกำลังไปดักซุ่มรอแล้วมีการนัดหมายเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบเป็นสถานีขนส่งอำเภอโพนทอง เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามไป จนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน 3,885 เม็ด ของกลาง ได้ที่สถานีขนส่งอำเภอโพนทอง กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นท้องที่ที่นายบัญญัติโทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและสถานีตำรวจภูธรโพนทอง ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยได้ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) การสอบสวนย่อมเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วฎีกาข้ออื่นของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ264/2558
primary_red_case_no
อ5/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000197.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชอ.92/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560