คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2560 ฉบับเต็ม

#610069
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2560 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นายโสภณวิชญ์ ลออพันธ์พล จำเลย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคสาม เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ไม่ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และไม่มีเหตุที่จะงดการอ่านคำสั่งของศาลฎีกา โดยให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป คดีย่อมเป็นที่สุดนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคสาม จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้อีก ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกา ระหว่างที่ศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกา วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องของจำเลยพร้อมสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ตามฟ้องและคำพิพากษาในคดีนี้ที่อ้างข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ขัดต่อหลักนิติกรรมและขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่ และขอให้รอการพิพากษาไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 26 ตุลาคม 2558 ศาลฎีกาส่งสำนวนพร้อมคำสั่งคำร้องไปยังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 28 ธันวาคม 2558 วันที่ 24 ธันวาคม 2558 จำเลยยื่นคำร้องว่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติส่งคำร้องของจำเลยไปศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาในวันนัดดังกล่าว วันที่ 28 ธันวาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา และให้นัดฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยยื่นคำร้องว่าเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้สั่งให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกาและส่งสำนวนคืนศาลฎีกา เนื่องจากจำเลยได้ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลฎีกาพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว จึงขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกาในวันนัดดังกล่าวไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 ว่าในชั้นนี้คดีมีประเด็นตามคำร้องของจำเลยเพียงว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาได้หรือไม่เท่านั้น ทั้งเหตุที่อ้างตามคำร้องลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 นั้น เป็นเหตุเดียวกับที่จำเลยขอให้ศาลส่งคำร้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 กรณีจึงไม่มีเหตุให้งดอ่านคำสั่งศาลฎีกา และได้อ่านคำสั่งคำร้อง ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกาให้จำเลยฟังแล้ว ซึ่งตามคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557 ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ให้ยกคำร้อง คำสั่งคำร้องที่ ย.2039/2557 ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องนี้เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 ภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยกเว้นหมวด 2 ได้สิ้นสุดลงแล้ว ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แม้ต่อมาได้มีการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยปัญหากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ก็หมายถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 เท่านั้น มิได้มีบทบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ศาลฎีกาจึงไม่อาจส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ กรณีไม่มีเหตุให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว ให้ยกคำร้อง และคำสั่งคำร้องที่ ย.1763/2558 ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีเหตุที่จะให้งดอ่านคำสั่งของศาลฎีกา ให้ยกคำร้อง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกา ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 และเพิกถอนการอ่านคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกา และให้ส่งคำสั่งคำร้องดังกล่าว และสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไปพร้อมเพิกถอนคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยด้วย ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งเพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา ซึ่งอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบในชั้นฎีกา การพิจารณาจึงเป็นอำนาจของศาลฎีกา จำเลยจึงต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาโดยตรง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกา ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษา ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของดการอ่านคำสั่งของศาลฎีกา ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 และเพิกถอนการอ่านคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกา แล้วให้ส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไปและขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ออกหมายจับจำเลยด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ไม่ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และไม่มีเหตุที่จะให้งดการอ่านคำสั่งของศาลฎีกา โดยให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป คดีย่อมเป็นที่สุดนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคสาม จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย (เทพ อิงคสิทธิ์-นิพนธ์ ใจสำราญ-ไมตรี สุเทพากุล) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางสาวหทยา กุลชัยรัตนา ศาลอุทธรณ์ - นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3573/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ6858/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ7584/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
610069
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นางสาวหทยา กุลชัยรัตนา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961044"
    }
}
date
2560
deka_no
1533/2560
deka_running_no
1533
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "เทพ อิงคสิทธิ์",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ",
    "ไมตรี สุเทพากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พุทธศักราช 2550",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550",
        "sections": [
            "ม. 19 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายโสภณวิชญ์ ลออพันธ์พล"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษายืน

จำเลยยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกา ระหว่างที่ศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกา วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องของจำเลยพร้อมสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ตามฟ้องและคำพิพากษาในคดีนี้ที่อ้างข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ขัดต่อหลักนิติกรรมและขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่ และขอให้รอการพิพากษาไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

วันที่ 26 ตุลาคม 2558 ศาลฎีกาส่งสำนวนพร้อมคำสั่งคำร้องไปยังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 28 ธันวาคม 2558

วันที่ 24 ธันวาคม 2558 จำเลยยื่นคำร้องว่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติส่งคำร้องของจำเลยไปศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาในวันนัดดังกล่าว

วันที่ 28 ธันวาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา และให้นัดฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยยื่นคำร้องว่าเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้สั่งให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกาและส่งสำนวนคืนศาลฎีกา เนื่องจากจำเลยได้ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลฎีกาพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว จึงขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกาในวันนัดดังกล่าวไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 ว่าในชั้นนี้คดีมีประเด็นตามคำร้องของจำเลยเพียงว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาได้หรือไม่เท่านั้น ทั้งเหตุที่อ้างตามคำร้องลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 นั้น เป็นเหตุเดียวกับที่จำเลยขอให้ศาลส่งคำร้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 กรณีจึงไม่มีเหตุให้งดอ่านคำสั่งศาลฎีกา และได้อ่านคำสั่งคำร้อง ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกาให้จำเลยฟังแล้ว ซึ่งตามคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557 ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ให้ยกคำร้อง คำสั่งคำร้องที่ ย.2039/2557 ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องนี้เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 ภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยกเว้นหมวด 2 ได้สิ้นสุดลงแล้ว ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แม้ต่อมาได้มีการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยปัญหากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ก็หมายถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 เท่านั้น มิได้มีบทบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ศาลฎีกาจึงไม่อาจส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ กรณีไม่มีเหตุให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว ให้ยกคำร้อง และคำสั่งคำร้องที่ ย.1763/2558 ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีเหตุที่จะให้งดอ่านคำสั่งของศาลฎีกา ให้ยกคำร้อง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกา ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 และเพิกถอนการอ่านคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกา และให้ส่งคำสั่งคำร้องดังกล่าว และสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไปพร้อมเพิกถอนคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยด้วย

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งเพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา ซึ่งอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบในชั้นฎีกา การพิจารณาจึงเป็นอำนาจของศาลฎีกา จำเลยจึงต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาโดยตรง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกา ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษา ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของดการอ่านคำสั่งของศาลฎีกา ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 และเพิกถอนการอ่านคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกา แล้วให้ส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไปและขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ออกหมายจับจำเลยด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ไม่ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และไม่มีเหตุที่จะให้งดการอ่านคำสั่งของศาลฎีกา โดยให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป คดีย่อมเป็นที่สุดนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคสาม จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
อ6858/2552
primary_red_case_no
อ7584/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000194.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3573/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560