คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1849/2560 ฉบับเต็ม

#610613
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1849/2560 นายเชิง อินทรชิต กับพวก โจทก์ สหกรณ์บ้านคลองโยง จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 43 (7) ตามข้อบังคับของสหกรณ์จำเลยระบุว่า สหกรณ์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกดำเนินกิจการร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเกี่ยวกับการจัดให้ได้มาซึ่งที่ดินทำกิน ให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรวมทั้งวัตถุประสงค์ครอบครองและจัดสรรที่ดินให้แก่สมาชิกใช้เป็นที่อยู่อาศัยประกอบอาชีพเป็นของตนเอง เห็นได้ว่าผู้มีสิทธิเช่าที่ดินจากจำเลยจะต้องเป็นสมาชิกของสหกรณ์จำเลยเท่านั้น ส่วนข้อบังคับที่ระบุว่า การโอนสิทธิและผลประโยชน์สิทธิและผลประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดของสมาชิกอันมีอยู่เกี่ยวกับที่ดินที่ตนครอบครองจะโอนไปยังผู้ใดมิได้ เว้นแต่จะโอนให้ทายาทหรือโอนโดยทางมรดกนั้น หากสมาชิกของจำเลยผู้เช่าที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพจากจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธิการเช่าของผู้ตายเป็นมรดกตกทอดให้แก่ทายาทได้ แต่ทั้งนี้ทายาทผู้ตายต้องมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกตามข้อบังคับข้อ 46 (1) ถึง (10) ด้วย อีกทั้งต้องผ่านการพิจารณารับสมาชิกจากคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์จำเลยเสียก่อน ตามข้อบังคับ ข้อ 84 (1) เมื่อ ช. ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของ ช. ได้ขอเป็นสมาชิกของจำเลยแล้ว แต่คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์จำเลยไม่รับโจทก์ทั้งสามเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของจำเลย โจทก์ทั้งสามชอบที่จะดำเนินการตามข้อบังคับของสหกรณ์จำเลย ข้อ 47 วรรคท้าย ที่กำหนดว่า ถ้าคณะกรรมการดำเนินการไม่ยอมรับสมัครเข้าเป็นสมาชิกด้วยเหตุใด ๆ ผู้สมัครอาจร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินการนำเรื่องเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด มติแห่งที่ประชุมใหญ่ให้รับเข้าเป็นสมาชิกในกรณีดังว่านี้ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามแห่งจำนวนสมาชิกที่มาประชุม โจทก์ทั้งสามจะต้องร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินการนำเรื่องที่ไม่ยอมรับสมัครเข้าเป็นสมาชิกเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป แต่โจทก์ทั้งสามมิได้ดำเนินการเช่นว่านั้นเสียก่อน การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอนตามที่ข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวระบุไว้ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนมติที่ประชุมที่ลงมติให้นางสาววันณีได้สิทธิและผลประโยชน์ในการเช่าที่ดินทางทิศใต้ของนายเชื่อม มติที่ให้นางสาววันณีโอนสิทธิการเช่าผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวให้นายสันติ และมติที่ให้นายอุทัยและนางสาววันณีได้สิทธิการเช่าที่ดินของนายเชื่อมทางทิศเหนือในที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม กับรับโจทก์ทั้งสามเข้าเป็นสมาชิกของจำเลย และให้โจทก์ทั้งสามได้เช่าที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชำระเงินค่าขาดประโยชน์เป็นรายปี ปีละ 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะเพิกถอนมติและให้โจทก์ทั้งสามเช่าที่ดินดังกล่าว จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า นายเชื่อมและนางทองหยิบอยู่กินฉันสามีภริยาไม่ได้จดทะเบียนสมรส โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายเชื่อมกับนางทองหยิบ เดิมนายเชื่อมเป็นสมาชิกของจำเลยและเป็นผู้มีสิทธิการเช่าที่ดินเพื่อทำเกษตรกรรมในที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ จากจำเลย ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549 นายเชื่อมถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับของจำเลยฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2557 ข้อ 2 ระบุว่า "วัตถุประสงค์สหกรณ์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกดำเนินกิจการร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเกี่ยวกับการจัดให้ได้มาซึ่งที่ดินทำกิน ให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งรวมทั้งวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) ครอบครองและจัดสรรที่ดินให้แก่สมาชิกใช้เป็นที่อยู่อาศัยประกอบอาชีพเป็นของตนเอง..." จะเห็นได้ว่าผู้มีสิทธิเช่าที่ดินจากจำเลยจะต้องเป็นสมาชิกของจำเลยเท่านั้น ส่วนข้อบังคับข้อ 21 วรรคแรก ระบุว่า "การโอนสิทธิและผลประโยชน์สิทธิและผลประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดของสมาชิกอันมีอยู่เกี่ยวกับที่ดินที่ตนครอบครองจะโอนไปยังผู้ใดมิได้ เว้นแต่จะโอนให้ทายาทหรือโอนโดยทางมรดก" นั่นคือ หากสมาชิกของจำเลยผู้เช่าที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพจากจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธิการเช่าของผู้ตายเป็นมรดกตกทอดให้แก่ทายาทได้ แต่ทั้งนี้ทายาทผู้ตายต้องมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกตามข้อบังคับข้อ 46 (1) ถึง (10) ด้วย อีกทั้งต้องผ่านการพิจารณารับสมาชิกจากคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยเสียก่อน ตามข้อบังคับ ข้อ 84 (1) ส่วนกรณีของโจทก์ทั้งสามนั้น เมื่อนายเชื่อมถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามได้ดำเนินการขอเป็นสมาชิกของจำเลยแล้ว แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยพิจารณาคำขอของโจทก์ทั้งสามแล้วไม่รับโจทก์ทั้งสามเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของจำเลย ดังนั้น โจทก์ทั้งสามชอบที่จะดำเนินการตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 47 วรรคท้าย ที่กำหนดว่า "ถ้าคณะกรรมการดำเนินการไม่ยอมรับสมัครเข้าเป็นสมาชิกด้วยเหตุใด ๆ ผู้สมัครอาจร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินการนำเรื่องเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด มติแห่งที่ประชุมใหญ่ให้รับเข้าเป็นสมาชิกในกรณีดังว่านี้ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามแห่งจำนวนสมาชิกที่มาประชุม" ตามข้อบังคับดังกล่าวนี้โจทก์ทั้งสามจะต้องร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินการนำเรื่องที่ไม่ยอมรับสมัครเข้าเป็นสมาชิกเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป แต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามมิได้ดำเนินการเช่นว่านั้นเสียก่อน การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอนตามที่ข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวระบุไว้ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (กษิดิ์เดช จีนสลุต-รัถยา สัตยาบัน-จักรกฤช เจริญเลิศ) ศาลจังหวัดนครปฐม - นายสุชาติ ตั้งอภิญญา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวิเชียร แสงเจริญถาวร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2708/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ53/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1657/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
610613
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นายสุชาติ ตั้งอภิญญา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายวิเชียร แสงเจริญถาวร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961034"
    }
}
date
2560
deka_no
1849/2560
deka_running_no
1849
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "รัถยา สัตยาบัน",
    "จักรกฤช เจริญเลิศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 43 (7)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเชิง อินทรชิต กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สหกรณ์บ้านคลองโยง จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนมติที่ประชุมที่ลงมติให้นางสาววันณีได้สิทธิและผลประโยชน์ในการเช่าที่ดินทางทิศใต้ของนายเชื่อม มติที่ให้นางสาววันณีโอนสิทธิการเช่าผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวให้นายสันติ และมติที่ให้นายอุทัยและนางสาววันณีได้สิทธิการเช่าที่ดินของนายเชื่อมทางทิศเหนือในที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม กับรับโจทก์ทั้งสามเข้าเป็นสมาชิกของจำเลย และให้โจทก์ทั้งสามได้เช่าที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชำระเงินค่าขาดประโยชน์เป็นรายปี ปีละ 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะเพิกถอนมติและให้โจทก์ทั้งสามเช่าที่ดินดังกล่าว

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า นายเชื่อมและนางทองหยิบอยู่กินฉันสามีภริยาไม่ได้จดทะเบียนสมรส โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายเชื่อมกับนางทองหยิบ เดิมนายเชื่อมเป็นสมาชิกของจำเลยและเป็นผู้มีสิทธิการเช่าที่ดินเพื่อทำเกษตรกรรมในที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ จากจำเลย ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549 นายเชื่อมถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับของจำเลยฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2557 ข้อ 2 ระบุว่า "วัตถุประสงค์สหกรณ์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกดำเนินกิจการร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเกี่ยวกับการจัดให้ได้มาซึ่งที่ดินทำกิน ให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งรวมทั้งวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) ครอบครองและจัดสรรที่ดินให้แก่สมาชิกใช้เป็นที่อยู่อาศัยประกอบอาชีพเป็นของตนเอง..." จะเห็นได้ว่าผู้มีสิทธิเช่าที่ดินจากจำเลยจะต้องเป็นสมาชิกของจำเลยเท่านั้น ส่วนข้อบังคับข้อ 21 วรรคแรก ระบุว่า "การโอนสิทธิและผลประโยชน์สิทธิและผลประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดของสมาชิกอันมีอยู่เกี่ยวกับที่ดินที่ตนครอบครองจะโอนไปยังผู้ใดมิได้ เว้นแต่จะโอนให้ทายาทหรือโอนโดยทางมรดก" นั่นคือ หากสมาชิกของจำเลยผู้เช่าที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพจากจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธิการเช่าของผู้ตายเป็นมรดกตกทอดให้แก่ทายาทได้ แต่ทั้งนี้ทายาทผู้ตายต้องมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกตามข้อบังคับข้อ 46 (1) ถึง (10) ด้วย อีกทั้งต้องผ่านการพิจารณารับสมาชิกจากคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยเสียก่อน ตามข้อบังคับ ข้อ 84 (1) ส่วนกรณีของโจทก์ทั้งสามนั้น เมื่อนายเชื่อมถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามได้ดำเนินการขอเป็นสมาชิกของจำเลยแล้ว แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยพิจารณาคำขอของโจทก์ทั้งสามแล้วไม่รับโจทก์ทั้งสามเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของจำเลย ดังนั้น โจทก์ทั้งสามชอบที่จะดำเนินการตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 47 วรรคท้าย ที่กำหนดว่า "ถ้าคณะกรรมการดำเนินการไม่ยอมรับสมัครเข้าเป็นสมาชิกด้วยเหตุใด ๆ ผู้สมัครอาจร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินการนำเรื่องเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด มติแห่งที่ประชุมใหญ่ให้รับเข้าเป็นสมาชิกในกรณีดังว่านี้ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามแห่งจำนวนสมาชิกที่มาประชุม" ตามข้อบังคับดังกล่าวนี้โจทก์ทั้งสามจะต้องร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินการนำเรื่องที่ไม่ยอมรับสมัครเข้าเป็นสมาชิกเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป แต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามมิได้ดำเนินการเช่นว่านั้นเสียก่อน การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอนตามที่ข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวระบุไว้ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ53/2557
primary_red_case_no
พ1657/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000194.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2708/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560