คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2718/2560 ฉบับเต็ม

#610614
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2718/2560 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง บริษัทเอส เอส แพลน์ จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ตามหนังสือรับรองกรรมการบริษัทผู้ร้องมีจำนวน 10 คน ในจำนวนนี้มี บ. กับ ก. เป็นกรรมการร่วมอยู่ด้วย โดยกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีผลผูกพันผู้ร้องเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องโดย บ. กับ ก. ซึ่งเป็นกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัททำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 มอบอำนาจให้ ฤ. หรือ ศ. หรือ ส. หรือ ม. หรือ ว. หรือ น. มีอำนาจลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์ในคดีนี้กับผู้ร้อง โดยมิได้ระบุเงื่อนไขว่า ผู้รับมอบอำนาจจะต้องร่วมลงนามด้วยกันสองคน หรือต้องประทับตราสำคัญของบริษัทผู้ร้องด้วย ดังนั้น โดยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว เมื่อ ส. ผู้รับมอบอำนาจเป็นผู้ลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์แทนผู้ร้อง สัญญาโอนสินทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว สัญญาโอนสินทรัพย์ระบุว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้โอน ประสงค์จะโอนสินทรัพย์ให้แก่ผู้รับโอนและผู้รับโอนประสงค์จะรับโอนสินทรัพย์จากผู้โอน โดยมีค่าตอบแทนการโอนสินทรัพย์ และข้อ 1 ของสัญญาดังกล่าว ได้นิยามคำว่า "สินทรัพย์" หมายถึง สิทธิเรียกร้องและผลประโยชน์ทั้งปวงที่ผู้โอนมีต่อลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อและสัญญาอุปกรณ์ และผู้โอนตกลงโอนให้แก่ผู้รับโอนตามสัญญานี้ กับให้นิยามคำว่า "ลูกหนี้" หมายถึง ลูกหนี้ชั้นต้น ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ ผู้รับสภาพหนี้ และบุคคลอื่นใดซึ่งต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือแทนลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อ หรือสัญญาที่บุคคลดังกล่าวข้างต้นทำไว้ หรือมีภาระผูกพันกับผู้โอน ตามนิยามดังกล่าว เมื่อบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่โอนระบุจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ จึงย่อมหมายรวมถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นบุคคลซึ่งต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ด้วย ดังนั้น ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ หนี้ในส่วนของจำเลยทั้งสามจึงโอนมายังผู้ร้องแล้ว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จึงชอบแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 37,614,509.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 37,605,751.95 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2549 เป็นต้นไป โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 จำนวน 556,000 บาท วันที่ 30พฤษภาคม 2549 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 19 มิถุนายน 2549 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 11 กันยายน 2549 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 13 มีนาคม 2549 จำนวน 210,150.99 บาท และวันที่ 18 เมษายน 2549 จำนวน 300,000 บาท รวม 7 ครั้ง หักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือนำไปชำระต้นเงิน หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11510 ตำบลคลองมะเดื่อ (คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาประการแรกว่า สัญญาโอนสินทรัพย์ ผู้ร้องมีนายสมพร เป็นผู้รับมอบอำนาจเพียงคนเดียวลงลายมือชื่อเป็นผู้รับโอนโดยไม่มีผู้รับมอบอำนาจอีกหนึ่งคนลงลายมือชื่อร่วมด้วย ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 และมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัท หากจะไม่ประทับตราสำคัญของบริษัทผู้รับมอบอำนาจก็จะต้องลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน สัญญาโอนสินทรัพย์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองกรรมการบริษัทผู้ร้องมีจำนวน 10 คน ในจำนวนนี้มีนายบรรยง กับนางสาวกรประณม เป็นกรรมการร่วมอยู่ด้วย จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทผู้ร้องได้คือกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องโดยนายบรรยง กับนางสาวกรประณม ซึ่งเป็นกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัททำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 มอบอำนาจให้นายกฤษณ์ หรือนายศักดิ์ หรือนายสมพร หรือนายสมมาตร หรือนายวีระ หรือนายสันธิษณ์ มีอำนาจลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์ในคดีนี้กับผู้ร้อง โดยมิได้ระบุเงื่อนไขว่า ผู้รับมอบอำนาจจะต้องลงนามด้วยกันสองคน หรือต้องประทับตราสำคัญของบริษัทผู้ร้องด้วย ดังนั้น โดยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว เมื่อนายสมพร ผู้รับมอบอำนาจ เป็นผู้ลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์แทนผู้ร้อง สัญญาโอนสินทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่โอนระบุแต่จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ ไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นลูกหนี้ด้วย หนี้ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมิได้โอนมาเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า สัญญาโอนสินทรัพย์ระบุว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้โอน ประสงค์จะโอนสินทรัพย์ให้แก่ผู้รับโอนและผู้รับโอนประสงค์จะรับโอนสินทรัพย์จากผู้โอน โดยมีค่าตอบแทนการโอนสินทรัพย์ และข้อ 1 ของสัญญาดังกล่าว ได้นิยามคำว่า "สินทรัพย์" หมายถึง สิทธิเรียกร้องและผลประโยชน์ทั้งปวงที่ผู้โอนมีต่อลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อและสัญญาอุปกรณ์ และผู้โอนตกลงโอนให้แก่ผู้รับโอนตามสัญญานี้ กับให้นิยามคำว่า "ลูกหนี้" หมายถึง ลูกหนี้ชั้นต้น ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ ผู้รับสภาพหนี้ และบุคคลอื่นใดซึ่งต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือแทนลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อ หรือสัญญาที่บุคคลดังกล่าวข้างต้นทำไว้ หรือมีภาระผูกพันกับผู้โอน ตามนิยามดังกล่าว เมื่อบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่โอนระบุจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ จึงย่อมหมายรวมถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นบุคคลซึ่งต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ด้วย ดังนั้น ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ หนี้ในส่วนของจำเลยทั้งสามจึงโอนมายังผู้ร้องแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์-สุริยง ลิ้มสถิรานันท์-โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ) ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายธรรมนูญ เชาว์พานนท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2904/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ182/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ770/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
610614
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรสาคร",
        "judge": "นายธรรมนูญ เชาว์พานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960694"
    }
}
date
2560
deka_no
2718/2560
deka_running_no
2718
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์",
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์",
    "โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเอส เอส แพลน์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 37,614,509.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 37,605,751.95 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2549 เป็นต้นไป โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 จำนวน 556,000 บาท วันที่ 30พฤษภาคม 2549 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 19 มิถุนายน 2549 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 11 กันยายน 2549 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 13 มีนาคม 2549 จำนวน 210,150.99 บาท และวันที่ 18 เมษายน 2549 จำนวน 300,000 บาท รวม 7 ครั้ง หักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือนำไปชำระต้นเงิน หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11510 ตำบลคลองมะเดื่อ (คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาประการแรกว่า สัญญาโอนสินทรัพย์ ผู้ร้องมีนายสมพร เป็นผู้รับมอบอำนาจเพียงคนเดียวลงลายมือชื่อเป็นผู้รับโอนโดยไม่มีผู้รับมอบอำนาจอีกหนึ่งคนลงลายมือชื่อร่วมด้วย ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 และมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัท หากจะไม่ประทับตราสำคัญของบริษัทผู้รับมอบอำนาจก็จะต้องลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน สัญญาโอนสินทรัพย์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองกรรมการบริษัทผู้ร้องมีจำนวน 10 คน ในจำนวนนี้มีนายบรรยง กับนางสาวกรประณม เป็นกรรมการร่วมอยู่ด้วย จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทผู้ร้องได้คือกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องโดยนายบรรยง กับนางสาวกรประณม ซึ่งเป็นกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัททำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 มอบอำนาจให้นายกฤษณ์ หรือนายศักดิ์ หรือนายสมพร หรือนายสมมาตร หรือนายวีระ หรือนายสันธิษณ์ มีอำนาจลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์ในคดีนี้กับผู้ร้อง โดยมิได้ระบุเงื่อนไขว่า ผู้รับมอบอำนาจจะต้องลงนามด้วยกันสองคน หรือต้องประทับตราสำคัญของบริษัทผู้ร้องด้วย ดังนั้น โดยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว เมื่อนายสมพร ผู้รับมอบอำนาจ เป็นผู้ลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์แทนผู้ร้อง สัญญาโอนสินทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่โอนระบุแต่จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ ไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นลูกหนี้ด้วย หนี้ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมิได้โอนมาเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า สัญญาโอนสินทรัพย์ระบุว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้โอน ประสงค์จะโอนสินทรัพย์ให้แก่ผู้รับโอนและผู้รับโอนประสงค์จะรับโอนสินทรัพย์จากผู้โอน โดยมีค่าตอบแทนการโอนสินทรัพย์ และข้อ 1 ของสัญญาดังกล่าว ได้นิยามคำว่า "สินทรัพย์" หมายถึง สิทธิเรียกร้องและผลประโยชน์ทั้งปวงที่ผู้โอนมีต่อลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อและสัญญาอุปกรณ์ และผู้โอนตกลงโอนให้แก่ผู้รับโอนตามสัญญานี้ กับให้นิยามคำว่า "ลูกหนี้" หมายถึง ลูกหนี้ชั้นต้น ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ ผู้รับสภาพหนี้ และบุคคลอื่นใดซึ่งต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือแทนลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อ หรือสัญญาที่บุคคลดังกล่าวข้างต้นทำไว้ หรือมีภาระผูกพันกับผู้โอน ตามนิยามดังกล่าว เมื่อบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่โอนระบุจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ จึงย่อมหมายรวมถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นบุคคลซึ่งต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ด้วย ดังนั้น ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ หนี้ในส่วนของจำเลยทั้งสามจึงโอนมายังผู้ร้องแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ182/2551
primary_red_case_no
พ770/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000191.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2904/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560