คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1609/2560 ฉบับเต็ม

#610622
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1609/2560 นายนิติพล กิจไพบูลย์พงศ์ โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 200 วรรคหนึ่ง, มาตรา 202, มาตรา 203 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 โจทก์ไม่มาศาลและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 200 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยแถลงไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป ศาลภาษีอากรกลางต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 กรณีเช่นนี้แม้ ป.วิ.พ. มาตรา 203 จะมิได้บัญญัติห้ามมิให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่การที่โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้จะต้องมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวเป็นสำคัญ คดีนี้เมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ สิทธิของโจทก์มีอยู่ทางเดียว คือ ต้องฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความตามมาตรา 203 เท่านั้น โจทก์ไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีและร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 203 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ 8 พย/4 ถึง 9/2556 และเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ในชั้นพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 27 มกราคม 2557 เวลา 9 นาฬิกา ถึงวันนัดโจทก์ไม่มาศาล ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีผ่านการส่งโทรสารจากศาลจังหวัดเชียงราย ศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ทนายจำเลยแถลงขอให้ศาลไม่ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีและขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่สามารถมาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในทางการเมือง มีการปิดถนนจากทางภาคเหนือของกลุ่มชาวนา มีการประกาศปิดกรุงเทพมหานครของกลุ่มมวลชน อันเป็นเหตุสุดวิสัยและเป็นกรณีจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ประกอบกับมีการปาระเบิดและลอบยิงกันแทบทุกวัน โจทก์และทนายโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร จึงไม่ทราบข้อเท็จจริงของสถานการณ์ ได้แต่ติดตามข่าวสารก็มีความรู้สึกกลัวอันตราย จึงขอให้มีคำสั่งให้ศาลภาษีอากรกลางหยิบยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ทนายโจทก์และทนายจำเลยทราบวันนัดโดยชอบแล้ว การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยแถลงไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป ศาลภาษีอากรกลางต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 กรณีเช่นนี้แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 203 จะมิได้บัญญัติห้ามมิให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ก็ตาม แต่การที่โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้จะต้องมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวเป็นสำคัญ คดีนี้เมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ สิทธิของโจทก์มีอยู่ทางเดียว คือ ต้องฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความตามมาตรา 203 เท่านั้น โจทก์ไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีและร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 203 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 แม้ศาลภาษีอากรกลางสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์มา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์โจทก์เสียมาเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้ ค่าทนายความในชั้นนี้ให้เป็นพับ (อธิป จิตต์สำเริง-ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์) ศาลภาษีอากรกลาง - นายสิริชัย สุวรรณรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.37/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ54/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ15/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
610622
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายสิริชัย สุวรรณรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961042"
    }
}
date
2560
deka_no
1609/2560
deka_running_no
1609
deka_year
2560
department
ภาษีอากร
judges
[
    "อธิป จิตต์สำเริง",
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์",
    "สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 200 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 202",
            "ม. 203"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 17"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายนิติพล กิจไพบูลย์พงศ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ 8 พย/4 ถึง 9/2556 และเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในชั้นพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 27 มกราคม 2557 เวลา 9 นาฬิกา ถึงวันนัดโจทก์ไม่มาศาล ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีผ่านการส่งโทรสารจากศาลจังหวัดเชียงราย ศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ทนายจำเลยแถลงขอให้ศาลไม่ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีและขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่สามารถมาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในทางการเมือง มีการปิดถนนจากทางภาคเหนือของกลุ่มชาวนา มีการประกาศปิดกรุงเทพมหานครของกลุ่มมวลชน อันเป็นเหตุสุดวิสัยและเป็นกรณีจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ประกอบกับมีการปาระเบิดและลอบยิงกันแทบทุกวัน โจทก์และทนายโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร จึงไม่ทราบข้อเท็จจริงของสถานการณ์ ได้แต่ติดตามข่าวสารก็มีความรู้สึกกลัวอันตราย จึงขอให้มีคำสั่งให้ศาลภาษีอากรกลางหยิบยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ทนายโจทก์และทนายจำเลยทราบวันนัดโดยชอบแล้ว การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยแถลงไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป ศาลภาษีอากรกลางต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 กรณีเช่นนี้แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 203 จะมิได้บัญญัติห้ามมิให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ก็ตาม แต่การที่โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้จะต้องมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวเป็นสำคัญ คดีนี้เมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ สิทธิของโจทก์มีอยู่ทางเดียว คือ ต้องฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความตามมาตรา 203 เท่านั้น โจทก์ไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีและร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 203 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 แม้ศาลภาษีอากรกลางสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์มา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์โจทก์เสียมาเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้ ค่าทนายความในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ54/2556
primary_red_case_no
พ15/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000194.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.37/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560