คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1930/2560 ฉบับเต็ม

#610631
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1930/2560 นางสาวนิภาพร หินสม โจทก์ นางลมหนาวหรือนางสาวลมหนาว สายคำวงศ์หรือยาบุญนะ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 163, มาตรา 165 วรรคสาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคืนฟ้องฉบับแรกให้โจทก์ไปทำมาใหม่โดยให้เหตุผลว่า โจทก์เขียนคำฟ้องฟุ่มเฟือย อ่านไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นในการตรวจฟ้องคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 18 เมื่อโจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165 วรรคสาม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวหาใช่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 175 และ 177 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557 โจทก์ยื่นฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์คำฟ้องแล้วโจทก์เขียนฟุ่มเฟือยเกินไป อ่านไม่เข้าใจ ให้คืนคำฟ้องไปทำมาใหม่ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะไม่รับคำฟ้อง โจทก์จึงนำฟ้องฉบับใหม่ลงวันที่ 9 เมษายน 2557 มายื่นต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องและเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าฟ้องของโจทก์ในข้อหาเบิกความเท็จไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ส่วนข้อหาฟ้องเท็จชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้วพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ยื่นฟ้อง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนฟ้องโจทก์ไปทำมาใหม่ ส่วนครั้งที่ 2 โจทก์ขอแก้ฟ้องด้วยวิธีการเปลี่ยนฟ้องฉบับใหม่เข้ามาแทนฟ้องฉบับเดิมแล้วศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องฉบับใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 ซึ่งทำให้จำเลยเสียเปรียบ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ก่อนโจทก์นำฟ้องฉบับที่ 2 มายื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคืนฟ้องฉบับแรกให้โจทก์ไปทำมาใหม่โดยให้เหตุผลว่า โจทก์เขียนคำฟ้องฟุ่มเฟือย อ่านไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นในการตรวจฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 เมื่อโจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคสาม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวหาใช่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2557 ขออนุญาตแก้ฟ้องเป็นความเข้าใจของโจทก์เอง ประกอบกับศาลหาได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องตามที่โจทก์ขอไม่ คงสั่งแต่เพียงว่าให้นัดไต่สวนมูลฟ้อง คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ไม่ได้ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียชื่อเสียง เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมิได้วินิจฉัยความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จซึ่งเป็นความผิดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ระบุถ้อยคำไว้ในพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียชื่อเสียงนั้น เป็นการให้เหตุผลถึงการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยเท่านั้น หาใช่เป็นคำวินิจฉัยอันจะทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 175 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่า โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย พิพากษายืน (บุญไชย ธนาพันธ์สิน-สุรพันธุ์ ละอองมณี-ธราธร ศิลปโอสถ) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายกริชชัย เชื้อชมภู ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางสาววรรณดี วิไลรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2167/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1305/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ738/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
610631
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายกริชชัย เชื้อชมภู"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางสาววรรณดี วิไลรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960930"
    }
}
date
2560
deka_no
1930/2560
deka_running_no
1930
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "บุญไชย ธนาพันธ์สิน",
    "สุรพันธุ์ ละอองมณี",
    "ธราธร ศิลปโอสถ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 163",
            "ม. 165 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวนิภาพร หินสม"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางลมหนาวหรือนางสาวลมหนาว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สายคำวงศ์หรือยาบุญนะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 175 และ 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557 โจทก์ยื่นฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์คำฟ้องแล้วโจทก์เขียนฟุ่มเฟือยเกินไป อ่านไม่เข้าใจ ให้คืนคำฟ้องไปทำมาใหม่ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะไม่รับคำฟ้อง โจทก์จึงนำฟ้องฉบับใหม่ลงวันที่ 9 เมษายน 2557 มายื่นต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องและเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าฟ้องของโจทก์ในข้อหาเบิกความเท็จไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ส่วนข้อหาฟ้องเท็จชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้วพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ยื่นฟ้อง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนฟ้องโจทก์ไปทำมาใหม่ ส่วนครั้งที่ 2 โจทก์ขอแก้ฟ้องด้วยวิธีการเปลี่ยนฟ้องฉบับใหม่เข้ามาแทนฟ้องฉบับเดิมแล้วศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องฉบับใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 ซึ่งทำให้จำเลยเสียเปรียบ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ก่อนโจทก์นำฟ้องฉบับที่ 2 มายื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคืนฟ้องฉบับแรกให้โจทก์ไปทำมาใหม่โดยให้เหตุผลว่า โจทก์เขียนคำฟ้องฟุ่มเฟือย อ่านไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นในการตรวจฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 เมื่อโจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคสาม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวหาใช่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2557 ขออนุญาตแก้ฟ้องเป็นความเข้าใจของโจทก์เอง ประกอบกับศาลหาได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องตามที่โจทก์ขอไม่ คงสั่งแต่เพียงว่าให้นัดไต่สวนมูลฟ้อง คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ไม่ได้ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียชื่อเสียง เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมิได้วินิจฉัยความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จซึ่งเป็นความผิดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ระบุถ้อยคำไว้ในพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียชื่อเสียงนั้น เป็นการให้เหตุผลถึงการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยเท่านั้น หาใช่เป็นคำวินิจฉัยอันจะทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 175 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่า โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1305/2557
primary_red_case_no
อ738/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000193.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2167/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560