คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5270/2560 ฉบับเต็ม

#611283
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5270/2560 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายวิษณุ พงษ์ธนู กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 86 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, มาตรา 66 วรรคสาม จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์นำหน้าคอยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้า แม้เมทแอมเฟตามีนไม่ได้อยู่กับจำเลยที่ 2 ก็เป็นเรื่องข้อจำกัดทางกายภาพที่ต้องแบ่งหน้าที่กัน เมื่อจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งแล้วร่วมมือช่วยเหลือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลำเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้าให้สำเร็จและได้รับผลประโยชน์ตอบแทน จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2065/2557 ของศาลชั้นต้น และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 805/2557 ของศาลจังหวัดมุกดาหาร เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 2,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท บวกโทษจำคุก 4 เดือน ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 805/2557 ของศาลจังหวัดมุกดาหาร เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 25 ปี 4 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินคนละ 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2065/2557 ของศาลชั้นต้น ไม่ปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวหรือไม่ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,333,333.33 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท บวกโทษจำคุก 4 เดือน ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 805/2557 ของศาลจังหวัดมุกดาหาร เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 16 ปี 12 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และได้ความจากทางนำสืบโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 รับจ้างจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท ขับรถจักรยานยนต์นำหน้าดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 กับพวกขับรถกระบะลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางส่งลูกค้า แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมเรียกตรวจที่ด่านสกัดบ้านพนมดี ถนนอรุณประเสริฐ ตำบลหนองผือ อำเภอเขมราฐ โดยไม่ทันได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาที่ด่านดังกล่าวจึงถูกจับกุมได้พร้อมกัน สำหรับปัญหาว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์นำหน้าคอยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 กับพวกขับรถกระบะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งลูกค้านั้น แสดงว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับรู้และร่วมวางแผนกำหนดเส้นทางลำเลียงเมทแอมเฟตามีนด้วย แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ได้อยู่กับจำเลยที่ 2 เพราะอยู่ในรถที่จำเลยที่ 1 ขับ ก็เป็นเรื่องของข้อจำกัดทางกายภาพที่ต้องแบ่งหน้าที่กัน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับเจตนา เมื่อจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ลูกค้าแล้วร่วมมือช่วยเหลือด้วยการขับรถจักรยานยนต์นำหน้าดูต้นทาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลำเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ให้สำเร็จ และจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการช่วยดูต้นทางดังกล่าว ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมมีและลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (เสรี เพศประเสริฐ-กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์-พีรศักดิ์ ไวกาสี) ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นางสาวสุพัตรา ชาญชิตโสภณ ศาลอุทธรณ์ - นางมนสิการ ดิษเณร วัชชวัลคุ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.529/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3540/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ705/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
611283
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุบลราชธานี",
        "judge": "นางสาวสุพัตรา ชาญชิตโสภณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางมนสิการ ดิษเณร วัชชวัลคุ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081959966"
    }
}
date
2560
deka_no
5270/2560
deka_running_no
5270
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "เสรี เพศประเสริฐ",
    "กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์",
    "พีรศักดิ์ ไวกาสี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 86"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15 วรรคสาม",
            "ม. 66 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิษณุ พงษ์ธนู กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2065/2557 ของศาลชั้นต้น และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 805/2557 ของศาลจังหวัดมุกดาหาร เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 2,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท บวกโทษจำคุก 4 เดือน ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 805/2557 ของศาลจังหวัดมุกดาหาร เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 25 ปี 4 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินคนละ 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2065/2557 ของศาลชั้นต้น ไม่ปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวหรือไม่ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,333,333.33 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท บวกโทษจำคุก 4 เดือน ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 805/2557 ของศาลจังหวัดมุกดาหาร เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 16 ปี 12 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และได้ความจากทางนำสืบโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 รับจ้างจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท ขับรถจักรยานยนต์นำหน้าดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 กับพวกขับรถกระบะลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางส่งลูกค้า แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมเรียกตรวจที่ด่านสกัดบ้านพนมดี ถนนอรุณประเสริฐ ตำบลหนองผือ อำเภอเขมราฐ โดยไม่ทันได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาที่ด่านดังกล่าวจึงถูกจับกุมได้พร้อมกัน

สำหรับปัญหาว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์นำหน้าคอยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 กับพวกขับรถกระบะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งลูกค้านั้น แสดงว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับรู้และร่วมวางแผนกำหนดเส้นทางลำเลียงเมทแอมเฟตามีนด้วย แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ได้อยู่กับจำเลยที่ 2 เพราะอยู่ในรถที่จำเลยที่ 1 ขับ ก็เป็นเรื่องของข้อจำกัดทางกายภาพที่ต้องแบ่งหน้าที่กัน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับเจตนา เมื่อจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ลูกค้าแล้วร่วมมือช่วยเหลือด้วยการขับรถจักรยานยนต์นำหน้าดูต้นทาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลำเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ให้สำเร็จ และจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการช่วยดูต้นทางดังกล่าว ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมมีและลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3540/2557
primary_red_case_no
อ705/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000185.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.529/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560