คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2921/2560 ฉบับเต็ม

#611284
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2921/2560 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นางสุภาดา สุขสมสังข์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 216 ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพเนื่องจากประสงค์จะใช้หนี้เงินกู้ยืมแก่ผู้เสียหาย ความจริงจำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายแทนบุคคลอื่น ส่วนโฉนดที่ดินที่จำเลยมอบให้ผู้เสียหายมิใช่การให้หลักประกันในการจำนอง จำนำ หรือบุริมสิทธิ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่า จำเลยหลอกลวง ก. ผู้เสียหาย โดยนำโฉนดที่ดินที่ถูกยกเลิกเนื่องจากจำเลยได้ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับใหม่และนำไปจดทะเบียนขายฝากแก่ผู้อื่นแล้ว ส่งมอบให้ผู้เสียหายเพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อส่งมอบเงิน 510,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ เพราะไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนเงิน 510,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงิน 510,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ปรากฏว่าผู้เสียหายติดใจเรียกร้องจากจำเลย 450,000 บาท และจำเลยได้ชำระคืนมาให้แล้ว 10,000 บาท จึงให้จำเลยคืนเงิน 440,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี เมื่อลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพเนื่องจากประสงค์จะใช้หนี้เงินกู้ยืมแก่ผู้เสียหายให้เสร็จไป ความจริงจำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายแทนบุคคลอื่นที่ต้องการนำเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลมารดา แต่ผู้เสียหายไม่กล้าให้ยืมโดยให้จำเลยกู้ยืมเงินแทน จำเลยไม่ได้นำเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ส่วนโฉนดที่ดินที่จำเลยแจ้งหายและนำไปมอบให้ผู้เสียหายยึดถือไว้ก็มิใช่การให้หลักประกันในการจำนอง จำนำ หรือบุริมสิทธิอื่นในทำนองเดียวกัน ผู้เสียหายไม่มีสิทธิบังคับเอากับที่ดินตามโฉนดที่ดินที่จำเลยมอบให้ หากจำเลยผิดนัดผู้เสียหายสามารถบังคับในทางแพ่งเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้อยู่แล้ว ผู้เสียหายจึงไม่ได้รับความเสียหาย ทำนองว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงนางเกวลิน ผู้เสียหาย โดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 31696 ตำบลบางยี่โท อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ถูกยกเลิกไปเนื่องจากจำเลยได้ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับใหม่และนำไปจดทะเบียนขายฝากแก่ผู้อื่นแล้ว ส่งมอบให้ผู้เสียหายเพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ส่งมอบเงิน 510,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ เพราะไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 341 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย พิพากษายืน (วันชัย ศศิโรจน์-จินดา ปัณฑะโชติ-เฉลิมชัย ศรีชัยเลิศพานิช) ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา - นายกมล ยืนยงวัฒนากูล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายศตวรรษ ทาแก้ว แหล่งที่มา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.788/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ473/2559 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ645/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
611284
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายกมล ยืนยงวัฒนากูล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายศตวรรษ ทาแก้ว"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960690"
    }
}
date
2560
deka_no
2921/2560
deka_running_no
2921
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "วันชัย ศศิโรจน์",
    "จินดา ปัณฑะโชติ",
    "เฉลิมชัย ศรีชัยเลิศพานิช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 216"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสุภาดา สุขสมสังข์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนเงิน 510,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงิน 510,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ปรากฏว่าผู้เสียหายติดใจเรียกร้องจากจำเลย 450,000 บาท และจำเลยได้ชำระคืนมาให้แล้ว 10,000 บาท จึงให้จำเลยคืนเงิน 440,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี เมื่อลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพเนื่องจากประสงค์จะใช้หนี้เงินกู้ยืมแก่ผู้เสียหายให้เสร็จไป ความจริงจำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายแทนบุคคลอื่นที่ต้องการนำเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลมารดา แต่ผู้เสียหายไม่กล้าให้ยืมโดยให้จำเลยกู้ยืมเงินแทน จำเลยไม่ได้นำเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ส่วนโฉนดที่ดินที่จำเลยแจ้งหายและนำไปมอบให้ผู้เสียหายยึดถือไว้ก็มิใช่การให้หลักประกันในการจำนอง จำนำ หรือบุริมสิทธิอื่นในทำนองเดียวกัน ผู้เสียหายไม่มีสิทธิบังคับเอากับที่ดินตามโฉนดที่ดินที่จำเลยมอบให้ หากจำเลยผิดนัดผู้เสียหายสามารถบังคับในทางแพ่งเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้อยู่แล้ว ผู้เสียหายจึงไม่ได้รับความเสียหาย ทำนองว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงนางเกวลิน ผู้เสียหาย โดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 31696 ตำบลบางยี่โท อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ถูกยกเลิกไปเนื่องจากจำเลยได้ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับใหม่และนำไปจดทะเบียนขายฝากแก่ผู้อื่นแล้ว ส่งมอบให้ผู้เสียหายเพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ส่งมอบเงิน 510,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ เพราะไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 341 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ473/2559
primary_red_case_no
อ645/2559
remark
หมายเหตุ
source
แหล่งที่มา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000191.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.788/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560