คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4586/2560 ฉบับเต็ม

#611865
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4586/2560 กรมสรรพากร โจทก์ นางสาวภวิษย์พร เพ็ชรใจแสงหรือพูลศิริปัญญา จำเลย บริษัทรวมทรัพย์ รีไซเคิล จำกัด จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 233 ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทจำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่ฟ้องหรือไม่ มิได้พิจารณาแต่เพียงว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทจำเลยร่วมซึ่งเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องที่ตนมีอยู่หรือไม่เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัทจำเลยร่วมหรือไม่ เพียงใด นอกจากนี้ศาลยังต้องพิจารณาให้ได้ความว่า บริษัทจำเลยร่วมขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียประโยชน์หรือไม่อีกด้วย จำเลยให้การว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในบริษัทจำเลยร่วม และไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมโดยอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธ คำให้การของจำเลยจึงเป็นการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 749,850 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,027.22 บาท และนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทรวมทรัพย์ รีไซเคิล จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 749,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันผิดนัด (วันที่ 26 ธันวาคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องมิให้คำนวณเกิน 18,027.22 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า บริษัทรวมทรัพย์ รีไซเคิล จำกัด จำเลยร่วมมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญทั้งสิ้น 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้นสามัญ 3 คน ซึ่งชำระค่าหุ้นไว้เพียงหุ้นละ 25 บาท ต่อมามีการจดทะเบียนเลิกบริษัท และผู้ชำระบัญชีได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2555 หลังจากนั้นโจทก์ตรวจสอบพบว่าบริษัทจำเลยร่วมชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้องจึงออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังผู้ชำระบัญชีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,505,377 บาท และไม่มีการอุทธรณ์การประเมินภาษีดังกล่าว โจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างดังกล่าวได้ และตรวจสอบแล้วเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมจำนวน 9,998 หุ้น และยังค้างชำระมูลค่าหุ้นอยู่ก่อนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเป็นเงิน 749,850 บาท โจทก์จึงใช้สิทธิของเจ้าหนี้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระมูลค่าหุ้นดังกล่าวแต่จำเลยไม่ชำระ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมและยังค้างชำระมูลค่าหุ้นจำนวน 749,850 บาท โดยวินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งพร้อมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธในประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยยอมรับตามคำฟ้องโจทก์แล้วว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมซึ่งยังส่งใช้เงินค่าหุ้นไม่เต็มมูลค่าหุ้น นั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่ฟ้องหรือไม่ มิได้พิจารณาแต่เพียงว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทจำเลยร่วมซึ่งเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องที่ตนมีอยู่หรือไม่เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัทจำเลยร่วมหรือไม่ เพียงใด นอกจากนี้ศาลยังต้องพิจารณาให้ได้ความว่า บริษัทจำเลยร่วมขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียประโยชน์หรือไม่อีกด้วย ตามคำให้การจำเลยแม้จะไม่ได้ต่อสู้ว่าบริษัทจำเลยร่วมเป็นลูกหนี้ค่าภาษีอากรต่อโจทก์จริงหรือไม่ อันมีผลเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงว่าบริษัทจำเลยร่วมค้างชำระหนี้ภาษีอากรต่อโจทก์จริงตามคำฟ้อง แต่จำเลยยังคงต่อสู้ว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในบริษัทจำเลยร่วม และไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมโดยอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า มีผู้นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยไปใช้โดยมิชอบ และลงลายมือชื่อปลอมของจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยร่วม ตลอดจนจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีคำให้การของจำเลยจึงเป็นการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว หาใช่จำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมและค้างชำระมูลค่าหุ้นอยู่ตามที่โจทก์ฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ปกิต สุวรรณพรหมา-วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์-ประมวล สุขสมพร) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นางมาริสา รัฐปัตย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายบัณฑิต รชตะนันทน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2335/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ639/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ487/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
611865
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นางมาริสา รัฐปัตย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายบัณฑิต รชตะนันทน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960200"
    }
}
date
2560
deka_no
4586/2560
deka_running_no
4586
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "ปกิต สุวรรณพรหมา",
    "วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์",
    "ประมวล สุขสมพร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 233"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวภวิษย์พร เพ็ชรใจแสงหรือพูลศิริปัญญา"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทรวมทรัพย์ รีไซเคิล จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 749,850 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,027.22 บาท และนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทรวมทรัพย์ รีไซเคิล จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 749,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันผิดนัด (วันที่ 26 ธันวาคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องมิให้คำนวณเกิน 18,027.22 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า บริษัทรวมทรัพย์ รีไซเคิล จำกัด จำเลยร่วมมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญทั้งสิ้น 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้นสามัญ 3 คน ซึ่งชำระค่าหุ้นไว้เพียงหุ้นละ 25 บาท ต่อมามีการจดทะเบียนเลิกบริษัท และผู้ชำระบัญชีได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2555 หลังจากนั้นโจทก์ตรวจสอบพบว่าบริษัทจำเลยร่วมชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้องจึงออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังผู้ชำระบัญชีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,505,377 บาท และไม่มีการอุทธรณ์การประเมินภาษีดังกล่าว โจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างดังกล่าวได้ และตรวจสอบแล้วเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมจำนวน 9,998 หุ้น และยังค้างชำระมูลค่าหุ้นอยู่ก่อนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเป็นเงิน 749,850 บาท โจทก์จึงใช้สิทธิของเจ้าหนี้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระมูลค่าหุ้นดังกล่าวแต่จำเลยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมและยังค้างชำระมูลค่าหุ้นจำนวน 749,850 บาท โดยวินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งพร้อมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธในประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยยอมรับตามคำฟ้องโจทก์แล้วว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมซึ่งยังส่งใช้เงินค่าหุ้นไม่เต็มมูลค่าหุ้น นั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่ฟ้องหรือไม่ มิได้พิจารณาแต่เพียงว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทจำเลยร่วมซึ่งเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องที่ตนมีอยู่หรือไม่เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัทจำเลยร่วมหรือไม่ เพียงใด นอกจากนี้ศาลยังต้องพิจารณาให้ได้ความว่า บริษัทจำเลยร่วมขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียประโยชน์หรือไม่อีกด้วย ตามคำให้การจำเลยแม้จะไม่ได้ต่อสู้ว่าบริษัทจำเลยร่วมเป็นลูกหนี้ค่าภาษีอากรต่อโจทก์จริงหรือไม่ อันมีผลเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงว่าบริษัทจำเลยร่วมค้างชำระหนี้ภาษีอากรต่อโจทก์จริงตามคำฟ้อง แต่จำเลยยังคงต่อสู้ว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในบริษัทจำเลยร่วม และไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมโดยอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า มีผู้นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยไปใช้โดยมิชอบ และลงลายมือชื่อปลอมของจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยร่วม ตลอดจนจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีคำให้การของจำเลยจึงเป็นการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว หาใช่จำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมและค้างชำระมูลค่าหุ้นอยู่ตามที่โจทก์ฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ639/2557
primary_red_case_no
พ487/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000187.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2335/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560