คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 933/2560 ฉบับเต็ม

#611868
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 933/2560 บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอคทีฟ ลีดเดอร์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, มาตรา 411 พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7), มาตรา 35 (7), มาตรา 93 โจทก์ทำสัญญาบริการกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างให้บริการสรรหาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อเป็นตัวแทน 25 คน และผู้บริหารงานขาย 5 คน ในการเป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าเข้าทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ให้ได้ผลงานเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรก 5,000,000 บาท ภายในรอบระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 ซึ่งโจทก์ได้ค่าตอบแทน 1,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ไปรับแล้วเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 หากบุคลากรทำผลงานให้โจทก์ไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินตามวิธีคิดคำนวณที่กำหนดไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1 กระทำไม่ได้เบี้ยประกันภัยได้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ แต่การที่โจทก์จ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 แสดงว่าโจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่จะครบรอบการผลิตผลงานให้แก่โจทก์ในวันที่ 31 มกราคม 2554 เป็นการจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้แก่โจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) ซึ่งห้ามมิให้บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท และบริษัทที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 35 (7) ดังกล่าวต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 93 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการควบคุมบริษัทประกันชีวิตให้จ่ายเงินหรือค่าตอบแทนภายในขอบเขตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ การทำสัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ถือเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มีผลทำให้สัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจนำสัญญาบริการมาฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยทั้งสามได้ การที่โจทก์จ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้โจทก์แก่จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 767,163.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 741,564.35 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 741,564.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 14,000 บาท จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการประกันชีวิตทุกประเภท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษาฝึกอบรมรับจัดการธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารงานการขาย มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ทำสัญญาบริการสรรหาและฝึกอบรมบุคคลเพื่อเป็นตัวแทนและผู้บริหารงานขายกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างให้บริการสรรหาบุคคลากรจำนวน 30 คน แบ่งเป็นตัวแทนจำนวน 25 คน และผู้บริหารงานขายจำนวน 5 คน เพื่อเป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าที่สนใจเข้าทำประกันภัยกับโจทก์และโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ในรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 รวมระยะเวลา 12 เดือน เป้าหมายผลงานเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเป็นจำนวน 5,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 10 มีนาคม 2553 โจทก์จ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ตามสัญญาดังกล่าว ให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ผลิตผลงานเบี้ยประกันภัยรับปีแรกให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,253,236 บาท โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาบริการมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาบริการมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขและตารางคิดคำนวณการจ่ายค่าตอบแทนเอกสารแนบท้ายสัญญา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วยโดยบุคลากรจำนวน 30 คน ที่จำเลยที่ 1 ฝึกอบรมแบ่งเป็นตัวแทนจำนวน 25 คน และผู้บริหารงานขายจำนวน 5 คน เพื่อเป็นตัวแทนของโจทก์โดยจะต้องหาลูกค้าที่สนใจเข้าทำประกันภัยกับโจทก์ให้ได้ผลงานเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรกจำนวน 5,000,000 บาท ภายในรอบระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 หากบุคลากรดังกล่าวผลิตผลงานให้แก่โจทก์ไม่ได้ครบถ้วนตามเป้าหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะต้องคืนเงินตามวิธีคิดคำนวณ การเรียกคืนผลตอบแทนเอกสารแนบท้ายสัญญาด้วยโดยโจทก์จ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 แสดงว่าโจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่จะครบรอบการผลิตผลงานให้แก่โจทก์ในวันที่ 31 มกราคม 2554 การจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้แก่โจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) ซึ่งห้ามมิให้บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท และบริษัทที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 35 (7) ดังกล่าวต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 93 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการควบคุมบริษัทประกันชีวิตให้จ่ายเงินหรือค่าตอบแทนภายในขอบเขตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ การทำสัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 ถือเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มีผลทำให้สัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจนำสัญญาบริการมาฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยทั้งสามได้ การที่โจทก์จ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้โจทก์แก่จำเลยเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์มิใช่ข้อสาระสำคัญและเป็นความเข้าใจของโจทก์เองไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ 1/2 (แก้ว เวศอุไร-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-นิพนธ์ พิชยพาณิชย์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางนฤมล บัวสมบูรณ์ ศาลอุทธรณ์ - นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3054/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ386/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2015/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
611868
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางนฤมล บัวสมบูรณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961163"
    }
}
date
2560
deka_no
933/2560
deka_running_no
933
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "แก้ว เวศอุไร",
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร",
    "นิพนธ์ พิชยพาณิชย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150",
            "ม. 411"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535",
        "sections": [
            "ม. 33 (7)",
            "ม. 35 (7)",
            "ม. 93"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอคทีฟ ลีดเดอร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 767,163.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 741,564.35 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 741,564.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 14,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการประกันชีวิตทุกประเภท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษาฝึกอบรมรับจัดการธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารงานการขาย มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ทำสัญญาบริการสรรหาและฝึกอบรมบุคคลเพื่อเป็นตัวแทนและผู้บริหารงานขายกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างให้บริการสรรหาบุคคลากรจำนวน 30 คน แบ่งเป็นตัวแทนจำนวน 25 คน และผู้บริหารงานขายจำนวน 5 คน เพื่อเป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าที่สนใจเข้าทำประกันภัยกับโจทก์และโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ในรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 รวมระยะเวลา 12 เดือน เป้าหมายผลงานเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเป็นจำนวน 5,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 10 มีนาคม 2553 โจทก์จ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ตามสัญญาดังกล่าว ให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ผลิตผลงานเบี้ยประกันภัยรับปีแรกให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,253,236 บาท โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาบริการมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาบริการมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขและตารางคิดคำนวณการจ่ายค่าตอบแทนเอกสารแนบท้ายสัญญา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วยโดยบุคลากรจำนวน 30 คน ที่จำเลยที่ 1 ฝึกอบรมแบ่งเป็นตัวแทนจำนวน 25 คน และผู้บริหารงานขายจำนวน 5 คน เพื่อเป็นตัวแทนของโจทก์โดยจะต้องหาลูกค้าที่สนใจเข้าทำประกันภัยกับโจทก์ให้ได้ผลงานเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรกจำนวน 5,000,000 บาท ภายในรอบระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 หากบุคลากรดังกล่าวผลิตผลงานให้แก่โจทก์ไม่ได้ครบถ้วนตามเป้าหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะต้องคืนเงินตามวิธีคิดคำนวณ การเรียกคืนผลตอบแทนเอกสารแนบท้ายสัญญาด้วยโดยโจทก์จ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 แสดงว่าโจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่จะครบรอบการผลิตผลงานให้แก่โจทก์ในวันที่ 31 มกราคม 2554 การจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้แก่โจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) ซึ่งห้ามมิให้บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท และบริษัทที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 35 (7) ดังกล่าวต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 93 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการควบคุมบริษัทประกันชีวิตให้จ่ายเงินหรือค่าตอบแทนภายในขอบเขตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ การทำสัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 ถือเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มีผลทำให้สัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจนำสัญญาบริการมาฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยทั้งสามได้ การที่โจทก์จ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้โจทก์แก่จำเลยเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์มิใช่ข้อสาระสำคัญและเป็นความเข้าใจของโจทก์เองไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

1/2
opensearch_id
primary_black_case_no
พ386/2556
primary_red_case_no
พ2015/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000195.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3054/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560