คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1850/2560 ฉบับเต็ม

#612244
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1850/2560 บริษัทไทยแมล่อนโปลีเอสเตอร์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่ง 3 คดี โดยแต่ละคดีได้เรียกร้องขอให้ศาลเพิกถอนการโอนหนี้ที่ดินและโรงงานพร้อมเครื่องจักร แม้บางคดีจะได้กล่าวหาจำเลยในมูลละเมิดและให้มีการชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย แต่วัตถุประสงค์หลักก็คือ ให้เพิกถอนการโอนสินทรัพย์กลับคืนมาทั้งสิ้น จึงไม่ต่างกับคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของติดตามเอาคืนทรัพย์สินเครื่องจักรบางรายการ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ซื้อมาเก็บไว้ในโรงงานไม่เกี่ยวกับหนี้ใด ๆ ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบความจริงและขอให้ส่งมอบคืนในคดีก่อนได้อยู่แล้ว การมาฟ้องเรียกร้องเครื่องจักรคืนในคดีนี้อีกจึงสืบเนื่องมาจากคดีก่อนที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ย่อมถือว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องจักรตามฟ้องพร้อมอุปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบคืนให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,713,684,704.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม พิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการพิพากษาใหม่ต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักรลำดับที่ 237 และ 238 ตามรายงานการประเมินราคาทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงิน ส่วนโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการโรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์ โดยมีโรงงานตั้งอยู่บนที่ดิน 3 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1700 เลขที่ 1702 และเลขที่ 1994 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้นำไปจำนองเป็นประกันหนี้ไว้กับธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ต่อมาจำเลยได้รับโอนหนี้ทั้งหมดของโจทก์ ในฐานเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้ จึงได้มีการบังคับจำนองที่ดินทั้งสามแปลงโดยนำออกขายทอดตลาดแต่ไม่มีผู้มาประมูลซื้อ จำเลยจึงรับโอนสินทรัพย์ทั้งหมดไว้ตามสิทธิ โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักร 3 รายการ อ้างว่าตั้งอยู่ในโรงงานที่จำเลยรับโอน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นข้อกฎหมายซึ่งเป็นประเด็นสาระสำคัญว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1538/2551 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2463/2551 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3331/2551 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น..." ทั้งนี้โดยมุ่งหมายว่า คดีเรื่องเดียวกันควรมีการฟ้องร้องว่ากล่าวกันเสียให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน ส่วนคดีใดจะเป็นคดีเดียวกันหรือไม่อย่างไร ต้องพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนั้น ๆ ว่า เป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันหรือไม่ สำหรับคดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกฟ้องเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิจำนอง การรับโอนกรรมสิทธิ์และเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1538/2551 ครั้งที่ 2 ฟ้องเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำละเมิดขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องและเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2463/2551 และครั้งที่ 3 ฟ้องเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องและเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3331/2551 ซึ่งทั้งสามคดีล้วนมีมูลเหตุจากเรื่องที่จำเลยได้รับโอนหนี้ของโจทก์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากธนาคารเจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ยังผลให้สิทธิเรียกร้องหรือภาระผูกพันที่ธนาคารเจ้าหนี้เดิมมีต่อลูกหนี้คือโจทก์โอนมาเป็นของจำเลยด้วย อันรวมถึงหลักประกันแห่งหนี้ คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1700 ตำบลบางหวายใต้ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1702 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1994 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และโรงงานพร้อมเครื่องจักรที่ตั้งอยู่ในโรงงานนั้น ๆ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 แต่โจทก์อ้างว่าเป็นการรับโอนมาโดยมิชอบ จึงได้ฟ้องร้องว่ากล่าวจำเลยต่อศาลถึง 3 คดีดังกล่าวมา โดยแต่ละคดีได้เรียกร้องขอให้ศาลเพิกถอนการโอนหนี้ทั้งหมด แม้บางคดีจะได้กล่าวหาจำเลยในมูลละเมิดและให้มีการชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย แต่วัตถุประสงค์หลักก็คือ ให้เพิกถอนการโอนสินทรัพย์กลับคืนมาทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้ในคำขอท้ายฟ้องของคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3331/2551 ให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตทั้งหมดคืนแก่โจทก์ เป็นการอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดที่ขอให้เพิกถอนคืนมา โดยเหตุผลเดียวก็คือว่าจำเลยไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้โดยชอบ จึงไม่ต่างกับคดีนี้ ที่โจทก์มาฟ้องอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของติดตามเอาคืนทรัพย์สินเครื่องจักรบางรายการตามที่ปรากฏในคำฟ้อง โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ซื้อมาเก็บไว้ในโรงงานไม่เกี่ยวกับหนี้ใด ๆ ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบความจริงและขอให้ส่งมอบคืนในคดีก่อนได้อยู่แล้ว เพราะหากศาลพิจารณาได้ความจริงดังที่อ้าง ก็ไม่อาจให้จำเลยบังคับชำระหนี้ในตัวเครื่องจักรที่ไม่มีมูลหนี้เกี่ยวข้องใด ๆ และต้องส่งมอบคืนอยู่ในตัว การมาฟ้องเรียกร้องเครื่องจักรคืนในคดีนี้อีกจึงสืบเนื่องมาจากคดีก่อนที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ย่อมถือว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) รูปคดีไม่มีเหตุจำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชัยรัตน์ ศิลาลาย-สู่บุญ วุฒิวงศ์-ปานนท์ กัจฉปานันท์) ศาลแพ่ง - นางสาวปกฉัตร เผือกสุวรรณ ศาลอุทธรณ์ - นายธนัท วิรบุตร์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3041/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2351/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ5995/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
612244
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางสาวปกฉัตร เผือกสุวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายธนัท วิรบุตร์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961032"
    }
}
date
2560
deka_no
1850/2560
deka_running_no
1850
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "ชัยรัตน์ ศิลาลาย",
    "สู่บุญ วุฒิวงศ์",
    "ปานนท์ กัจฉปานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 173 วรรคสอง (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทไทยแมล่อนโปลีเอสเตอร์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องจักรตามฟ้องพร้อมอุปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบคืนให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,713,684,704.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม พิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการพิพากษาใหม่ต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักรลำดับที่ 237 และ 238 ตามรายงานการประเมินราคาทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงิน ส่วนโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการโรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์ โดยมีโรงงานตั้งอยู่บนที่ดิน 3 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1700 เลขที่ 1702 และเลขที่ 1994 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้นำไปจำนองเป็นประกันหนี้ไว้กับธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ต่อมาจำเลยได้รับโอนหนี้ทั้งหมดของโจทก์ ในฐานเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้ จึงได้มีการบังคับจำนองที่ดินทั้งสามแปลงโดยนำออกขายทอดตลาดแต่ไม่มีผู้มาประมูลซื้อ จำเลยจึงรับโอนสินทรัพย์ทั้งหมดไว้ตามสิทธิ โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักร 3 รายการ อ้างว่าตั้งอยู่ในโรงงานที่จำเลยรับโอน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นข้อกฎหมายซึ่งเป็นประเด็นสาระสำคัญว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1538/2551 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2463/2551 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3331/2551 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น..." ทั้งนี้โดยมุ่งหมายว่า คดีเรื่องเดียวกันควรมีการฟ้องร้องว่ากล่าวกันเสียให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน ส่วนคดีใดจะเป็นคดีเดียวกันหรือไม่อย่างไร ต้องพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนั้น ๆ ว่า เป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันหรือไม่ สำหรับคดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกฟ้องเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิจำนอง การรับโอนกรรมสิทธิ์และเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1538/2551 ครั้งที่ 2 ฟ้องเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำละเมิดขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องและเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2463/2551 และครั้งที่ 3 ฟ้องเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องและเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3331/2551 ซึ่งทั้งสามคดีล้วนมีมูลเหตุจากเรื่องที่จำเลยได้รับโอนหนี้ของโจทก์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากธนาคารเจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ยังผลให้สิทธิเรียกร้องหรือภาระผูกพันที่ธนาคารเจ้าหนี้เดิมมีต่อลูกหนี้คือโจทก์โอนมาเป็นของจำเลยด้วย อันรวมถึงหลักประกันแห่งหนี้ คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1700 ตำบลบางหวายใต้ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1702 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1994 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และโรงงานพร้อมเครื่องจักรที่ตั้งอยู่ในโรงงานนั้น ๆ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 แต่โจทก์อ้างว่าเป็นการรับโอนมาโดยมิชอบ จึงได้ฟ้องร้องว่ากล่าวจำเลยต่อศาลถึง 3 คดีดังกล่าวมา โดยแต่ละคดีได้เรียกร้องขอให้ศาลเพิกถอนการโอนหนี้ทั้งหมด แม้บางคดีจะได้กล่าวหาจำเลยในมูลละเมิดและให้มีการชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย แต่วัตถุประสงค์หลักก็คือ ให้เพิกถอนการโอนสินทรัพย์กลับคืนมาทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้ในคำขอท้ายฟ้องของคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3331/2551 ให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตทั้งหมดคืนแก่โจทก์ เป็นการอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดที่ขอให้เพิกถอนคืนมา โดยเหตุผลเดียวก็คือว่าจำเลยไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้โดยชอบ จึงไม่ต่างกับคดีนี้ ที่โจทก์มาฟ้องอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของติดตามเอาคืนทรัพย์สินเครื่องจักรบางรายการตามที่ปรากฏในคำฟ้อง โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ซื้อมาเก็บไว้ในโรงงานไม่เกี่ยวกับหนี้ใด ๆ ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบความจริงและขอให้ส่งมอบคืนในคดีก่อนได้อยู่แล้ว เพราะหากศาลพิจารณาได้ความจริงดังที่อ้าง ก็ไม่อาจให้จำเลยบังคับชำระหนี้ในตัวเครื่องจักรที่ไม่มีมูลหนี้เกี่ยวข้องใด ๆ และต้องส่งมอบคืนอยู่ในตัว การมาฟ้องเรียกร้องเครื่องจักรคืนในคดีนี้อีกจึงสืบเนื่องมาจากคดีก่อนที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ย่อมถือว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) รูปคดีไม่มีเหตุจำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2351/2551
primary_red_case_no
พ5995/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000194.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3041/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560