คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8384/2559 ฉบับเต็ม

#612622
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8384/2559 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก โจทก์ นางสาวชวพร ศักดิ์ดี โจทก์ร่วม นางสาวสุชาดา ดำจ่าง จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 91 ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 212, มาตรา 225 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2556 จำเลยมาที่บ้านโจทก์ร่วมและพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยบอกว่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ลงเล่นแชร์ทองคำภายใน 1 ถึง 2 วัน แต่ในวันดังกล่าวโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามยังไม่สนใจ หลังจากนั้นจำเลยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลยอีกหลายครั้งจนกระทั่งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามตกลง โดยโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยผ่านทางบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วม ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ได้เงินไปจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสาม โดยจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน เป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน จึงเป็นความผิดรวม 4 กรรม ส่วนที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามนำเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยหลายครั้งหลายคราวตามฟ้องนั้น เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรก โดยมีเจตนาอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นความผิดกรรมเดียว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 แม้จำเลยไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 และขอให้บังคับจำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 18,855,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 8,490,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 1,525,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 1,090,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาวชวพร ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 84 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 10,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 5,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 1,000,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 900,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยหลอกลวงนางสาวชวพร โจทก์ร่วม นางสาววีรวรรณ ผู้เสียหายที่ 2 นายนพพร ผู้เสียหายที่ 3 และนางมลริสา ผู้เสียหายที่ 4 โดยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยบอกว่าได้ผลตอบแทนประมาณร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ลงเล่นแชร์ทองคำภายใน 1 ถึง 2 วัน อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อตกลงเล่นแชร์ทองคำกับจำเลยและมอบเงินให้จำเลยไปโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนนเรศวร ของจำเลย 84 ครั้ง รวม 29,960,000 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามในแต่ละครั้งตามฟ้องก่อนที่โจทก์ร่วมจะโอนเงินของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้จำเลย โดยจำเลยได้รับเงินต่างจำนวนและต่างเวลากันรวม 84 ครั้ง การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งสามารถแยกเจตนาจำเลยในการกระทำความผิดต่างกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 84 กรรม นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ปากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2556 จำเลยได้มาที่บ้านโจทก์ร่วมและพูดชักชวนให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยบอกว่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ลงเล่นแชร์ทองคำภายใน 1 ถึง 2 วัน แต่ในวันดังกล่าวโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามยังไม่ได้สนใจ หลังจากนั้นจำเลยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลยอีกหลายครั้งจนกระทั่งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามตกลงเล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยผ่านทางบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วม ดังนี้ การที่จำเลยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นการกระทำโดยหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและได้เงินหรือทรัพย์สินไปจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสาม โดยจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน และเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน แม้ต่อมาโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามจะนำเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยหลายครั้งหลายคราวตามฟ้องก็ตาม ก็เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรก โดยมีเจตนาอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน การกระทำของจำเลยต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน เมื่อจำเลยมีเจตนาหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนรวม 4 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาเป็นความผิดกรรมเดียวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกในแต่ละกระทงเกินกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แม้จำเลยไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดรวม 4 กรรม ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (ประยูร ณ ระนอง-กึกก้อง สมเกียรติเจริญ-อารยา วิชิตชลชัย) ศาลแขวงพิษณุโลก - นายวโรดม ศิริมณีธรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายอรรจพล เพชรกาฬ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1748/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1723/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ921/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
612622
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพิษณุโลก",
        "judge": "นายวโรดม ศิริมณีธรรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายอรรจพล เพชรกาฬ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962590"
    }
}
date
2559
deka_no
8384/2559
deka_running_no
8384
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ประยูร ณ ระนอง",
    "กึกก้อง สมเกียรติเจริญ",
    "อารยา วิชิตชลชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 212",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสาวชวพร ศักดิ์ดี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสุชาดา ดำจ่าง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 และขอให้บังคับจำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 18,855,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 8,490,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 1,525,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 1,090,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวชวพร ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 84 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 10,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 5,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 1,000,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 900,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยหลอกลวงนางสาวชวพร โจทก์ร่วม นางสาววีรวรรณ ผู้เสียหายที่ 2 นายนพพร ผู้เสียหายที่ 3 และนางมลริสา ผู้เสียหายที่ 4 โดยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยบอกว่าได้ผลตอบแทนประมาณร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ลงเล่นแชร์ทองคำภายใน 1 ถึง 2 วัน อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อตกลงเล่นแชร์ทองคำกับจำเลยและมอบเงินให้จำเลยไปโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนนเรศวร ของจำเลย 84 ครั้ง รวม 29,960,000 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามในแต่ละครั้งตามฟ้องก่อนที่โจทก์ร่วมจะโอนเงินของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้จำเลย โดยจำเลยได้รับเงินต่างจำนวนและต่างเวลากันรวม 84 ครั้ง การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งสามารถแยกเจตนาจำเลยในการกระทำความผิดต่างกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 84 กรรม นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ปากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2556 จำเลยได้มาที่บ้านโจทก์ร่วมและพูดชักชวนให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยบอกว่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ลงเล่นแชร์ทองคำภายใน 1 ถึง 2 วัน แต่ในวันดังกล่าวโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามยังไม่ได้สนใจ หลังจากนั้นจำเลยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลยอีกหลายครั้งจนกระทั่งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามตกลงเล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยผ่านทางบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วม ดังนี้ การที่จำเลยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นการกระทำโดยหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและได้เงินหรือทรัพย์สินไปจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสาม โดยจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน และเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน แม้ต่อมาโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามจะนำเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยหลายครั้งหลายคราวตามฟ้องก็ตาม ก็เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรก โดยมีเจตนาอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน การกระทำของจำเลยต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน เมื่อจำเลยมีเจตนาหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนรวม 4 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาเป็นความผิดกรรมเดียวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกในแต่ละกระทงเกินกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แม้จำเลยไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดรวม 4 กรรม ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1723/2557
primary_red_case_no
อ921/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000207.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1748/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559