คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4603/2560 ฉบับเต็ม

#612823
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4603/2560 พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เค.เอส.เอส. อินเตอร์ไรซ์หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โกศลธัญกิจ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 96, มาตรา 352 ป.พ.พ. มาตรา 70 พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรของรัฐบาล พ.ศ.2496 มาตรา 4 พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 มาตรา 26 แม้ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติขององค์การคลังสินค้าผู้เสียหายจะกำหนดให้มีผู้ประสานงานในจังหวัดเป็นผู้แทนของผู้เสียหายในจังหวัดพื้นที่รับผิดชอบ และรายงานการตรวจสอบข้าวที่หน่วยรับฝากไว้แก่ผู้เสียหายอย่างช้าไม่เกิน 10 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น แต่ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรของรัฐบาล พ.ศ.2496 มาตรา 4 และ พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 ซึ่งมาตรา 26 บัญญัติว่า ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการเป็นตัวแทนองค์การ และเพื่อการนี้ผู้อำนวยการอาจมอบให้บุคคลใด ๆ ปฏิบัติกิจการบางอย่างแทนในเมื่อคณะกรรมการกำหนด และตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ดังนั้นการแสดงออกของผู้เสียหายย่อมต้องแสดงออกโดยผู้อำนวยการ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่า พ. ทราบเหตุที่ข้าวสารในหน่วยที่รับฝากไว้สูญหายไปตามฟ้องก่อนแล้ว แต่ พ. เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานของผู้เสียหายซึ่งมีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชารับทราบตามลำดับชั้นเท่านั้น ไม่มีอำนาจที่จะร้องทุกข์หรือดำเนินคดี จึงถือไม่ได้ว่า พ. เป็นผู้แทนของผู้เสียหายในการรับรู้เรื่องอายุความ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีหนังสือแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าไม่มีข้าวสารในโรงสีของจำเลยที่ 1 ให้ตรวจรับ ตามหนังสือลงวันที่ 15 สิงหาคม 2557 จึงต้องถือว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดเมื่อได้รับแจ้งจากผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2557 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนข้าวสาร 10 เปอร์เซ็นต์ และปลายข้าวเอวันเลิศหรือใช้ราคา 5,188,918.52 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองคืนข้าวสาร 10 เปอร์เซ็นต์ และปลายข้าวเอวันเลิศตามฟ้องหรือใช้ราคา 5,188,918.52 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลสูงภาค 9 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาโดยอธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลสูงภาค 9 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติขององค์การคลังสินค้าผู้เสียหาย กำหนดให้ผู้ประสานงานจังหวัดเป็นผู้แทนของผู้เสียหายในจังหวัดพื้นที่รับผิดชอบและรายงานผู้เสียหายอย่างช้าไม่เกิน 10 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น ต้องตรวจสอบข้าวที่หน่วยรับฝากไว้ให้มีปริมาณครบถ้วน หากพบสินค้าสูญหายต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้น เมื่อบันทึกการตรวจโรงสีฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 มีนายพงษ์พัฒน์ เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายประจำโรงสีลงชื่อ ย่อมร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ที่ข้าวสารตามฟ้องหายไปจากโรงสี เป็นเรื่องเร่งด่วนอันจำเป็นต้องรายงานให้ผู้เสียหายทราบทันที ผู้เสียหายจึงรู้เรื่องความผิดก่อนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีหนังสือแจ้งผู้เสียหายทราบเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 ในทำนองให้เข้าใจว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดในวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2557 เกินสามเดือนจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย แต่ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรของรัฐบาล พ.ศ.2496 มาตรา 4 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 ซึ่งมาตรา 26 บัญญัติว่า ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ผู้อำนวยการเป็นตัวแทนองค์การ และเพื่อการนี้ผู้อำนวยการอาจมอบให้บุคคลใด ๆ ปฏิบัติกิจการบางอย่างแทนในเมื่อคณะกรรมการกำหนด และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ดังนั้น ผู้เสียหายย่อมต้องแสดงออกโดยผู้แทนของผู้เสียหายคือผู้อำนวยการ ส่วนนายพงษ์พัฒน์เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ประสานงานของผู้เสียหาย แม้จะฟังว่านายพงษ์พัฒน์ทราบเหตุที่ข้าวสารตามฟ้องสูญหาย ก็มีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นเท่านั้น นายพงษ์พัฒน์ไม่มีอำนาจที่จะร้องทุกข์หรือฟ้องคดี จึงไม่อาจถือได้ว่านายพงษ์พัฒน์เป็นผู้แทนของผู้เสียหายในการรับรู้เรื่องอายุความ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีหนังสือแจ้งผู้เสียหายทราบว่าไม่มีข้าวสารในโรงสีของจำเลยที่ 1 ให้ตรวจรับ ตามหนังสือลงวันที่ 15 สิงหาคม 2557 จึงต้องถือว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดเมื่อได้รับแจ้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2557 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดียังมีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาตามประเด็นที่คู่ความอุทธรณ์ตามลำดับชั้นศาลให้ครบถ้วนต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป (จิรนิติ หะวานนท์-พิศิฏฐ์ สุดลาภา-ภัทรศักดิ์ วรรณแสง) ศาลจังหวัดพัทลุง - นางสาวช่อฟ้า ภูมิรุ่งเรืองสุข ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายอำนวย โอภาพันธ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3475/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3656/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3599/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
612823
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทลุง",
        "judge": "นางสาวช่อฟ้า ภูมิรุ่งเรืองสุข"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายอำนวย โอภาพันธ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960103"
    }
}
date
2560
deka_no
4603/2560
deka_running_no
4603
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "จิรนิติ หะวานนท์",
    "พิศิฏฐ์ สุดลาภา",
    "ภัทรศักดิ์ วรรณแสง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 96",
            "ม. 352"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 70"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรของรัฐบาล พ.ศ.2496",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรของรัฐบาล พ.ศ.2496",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498",
        "law_abbr": "พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498",
        "sections": [
            "ม. 26"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เค.เอส.เอส. อินเตอร์ไรซ์หรือ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด โกศลธัญกิจ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนข้าวสาร 10 เปอร์เซ็นต์ และปลายข้าวเอวันเลิศหรือใช้ราคา 5,188,918.52 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองคืนข้าวสาร 10 เปอร์เซ็นต์ และปลายข้าวเอวันเลิศตามฟ้องหรือใช้ราคา 5,188,918.52 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลสูงภาค 9 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยอธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลสูงภาค 9 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติขององค์การคลังสินค้าผู้เสียหาย กำหนดให้ผู้ประสานงานจังหวัดเป็นผู้แทนของผู้เสียหายในจังหวัดพื้นที่รับผิดชอบและรายงานผู้เสียหายอย่างช้าไม่เกิน 10 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น ต้องตรวจสอบข้าวที่หน่วยรับฝากไว้ให้มีปริมาณครบถ้วน หากพบสินค้าสูญหายต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้น เมื่อบันทึกการตรวจโรงสีฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 มีนายพงษ์พัฒน์ เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายประจำโรงสีลงชื่อ ย่อมร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ที่ข้าวสารตามฟ้องหายไปจากโรงสี เป็นเรื่องเร่งด่วนอันจำเป็นต้องรายงานให้ผู้เสียหายทราบทันที ผู้เสียหายจึงรู้เรื่องความผิดก่อนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีหนังสือแจ้งผู้เสียหายทราบเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 ในทำนองให้เข้าใจว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดในวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2557 เกินสามเดือนจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย แต่ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรของรัฐบาล พ.ศ.2496 มาตรา 4 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 ซึ่งมาตรา 26 บัญญัติว่า ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ผู้อำนวยการเป็นตัวแทนองค์การ และเพื่อการนี้ผู้อำนวยการอาจมอบให้บุคคลใด ๆ ปฏิบัติกิจการบางอย่างแทนในเมื่อคณะกรรมการกำหนด และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ดังนั้น ผู้เสียหายย่อมต้องแสดงออกโดยผู้แทนของผู้เสียหายคือผู้อำนวยการ ส่วนนายพงษ์พัฒน์เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ประสานงานของผู้เสียหาย แม้จะฟังว่านายพงษ์พัฒน์ทราบเหตุที่ข้าวสารตามฟ้องสูญหาย ก็มีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นเท่านั้น นายพงษ์พัฒน์ไม่มีอำนาจที่จะร้องทุกข์หรือฟ้องคดี จึงไม่อาจถือได้ว่านายพงษ์พัฒน์เป็นผู้แทนของผู้เสียหายในการรับรู้เรื่องอายุความ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีหนังสือแจ้งผู้เสียหายทราบว่าไม่มีข้าวสารในโรงสีของจำเลยที่ 1 ให้ตรวจรับ ตามหนังสือลงวันที่ 15 สิงหาคม 2557 จึงต้องถือว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดเมื่อได้รับแจ้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2557 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดียังมีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาตามประเด็นที่คู่ความอุทธรณ์ตามลำดับชั้นศาลให้ครบถ้วนต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3656/2557
primary_red_case_no
อ3599/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000186.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3475/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560