คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2560 ฉบับเต็ม

#612990
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2560 บริษัทเทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด โจทก์ นายสมศักดิ์ สกุลเย็น กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 297 แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารเป็นคู่สัญญาและมีข้อกำหนดในข้อ 1 ระบุว่า สมาชิกบัตรหลักและสมาชิกบัตรเสริมตามที่ปรากฏในใบสมัครจะต้องผูกพันร่วมกันในฐานะลูกหนี้ร่วมรับผิดชอบชำระหนี้ค่าสินค้าและหรือบริการอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตรวมทั้งค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวนั้นมิใช่นิติกรรมประเภทสัญญาที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม เพราะสัญญาบัตรเครดิตนั้นสามารถแยกการใช้จ่ายได้ระหว่างบัตรหลักคือบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 กับบัตรเสริมหรือบัตรเครดิตเสริมที่โจทก์ออกให้จำเลยที่ 2 นอกจากนี้เอกสารก็มิใช่สัญญาค้ำประกันที่จะผูกพันจำเลยที่ 2 ในอันที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม โดยเห็นได้ชัดว่าการทำบัตรเครดิตหลักและบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์มุ่งหมายให้ผู้ใช้บัตรเครดิตหลักซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือกว่าผู้ใช้บัตรเครดิตเสริมเป็นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ระบุชัดให้ผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมดดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักจะต้องมีมากกว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตเสริมโจทก์จะพิจารณาดูจากเครดิตหรือความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการชำระหนี้จากผู้ถือบัตรหลักคือจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงอนุญาตในการออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 โดยลักษณะของสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ถึงเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 เองและของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเสริมเท่านั้น มิใช่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ผู้ถือบัตรเครดิตเสริมต้องมาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แม้ในเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในใบสมัครบัตรเสริมจะมีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่ข้อกำหนดในเอกสารคำขอเปิดบัตรเครดิตเสริมนั้นไม่ถือว่าผูกพันจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ข้อสัญญาดังกล่าวยังถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วยประกอบกับจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตหลักในการก่อหนี้โดยตรงกับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้โดยตรงเพียงคนเดียวที่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ เช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันร่วมรับผิดกับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระต่อโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 264,913.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 227,059.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 230,447.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 227,059.49 บาท นับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการค้าส่งและค้าปลีกรวมทั้งการให้กู้ยืมเงิน การออกบัตรเครดิตโดยใช้ชื่อว่า "บัตรเครดิต เทสโก้ โลตัส" ให้แก่ลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 จำเลยที่ 1 สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกับโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมผูกพันและปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์ และตกลงจะชำระหนี้เงินคืนให้แก่โจทก์ในการซื้อสินค้าหรือบริการ โดยโจทก์ทดรองจ่ายเงินไปก่อนแล้วจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ในภายหลังพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม โดยโจทก์ออกบัตรเครดิตให้จำเลยที่ 1 เลขที่ 4093 3801 0648XXXX และจำเลยที่ 1 ได้ซื้อสินค้าและใช้บริการผ่านบัตรเครดิตของโจทก์ ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 จำเลยที่ 1 ได้ร้องขอให้โจทก์ออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 และโจทก์ได้ออกบัตรเครดิตให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบัตรเสริมเลขที่ 4093 3801 0653XXXX และจำเลยที่ 2 ก็ได้ใช้บัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรเสริมดังกล่าวด้วยและจำเลยทั้งสองค้างชำระหนี้เงินอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2552 เป็นเงินต้น 227,059.49 บาท ค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 6,792.26 บาท โดยหนี้ดังกล่าวเกิดจากการใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าเป็นเพียงผู้ถือบัตรเสริม จึงไม่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสาร ซึ่งเป็นเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นคู่สัญญาและมีข้อกำหนดในข้อ 1 ระบุว่า สมาชิกบัตรหลักและสมาชิกบัตรเสริมตามที่ปรากฏในใบสมัครจะต้องผูกพันร่วมกันในฐานะลูกหนี้ร่วมรับผิดชอบชำระหนี้ค่าสินค้าและหรือบริการอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตรวมทั้งค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวนั้นมิใช่นิติกรรมประเภทสัญญาที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม เพราะสัญญาบัตรเครดิตนั้นสามารถแยกการใช้จ่ายได้ระหว่างบัตรหลักคือบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 กับบัตรเสริมหรือบัตรเครดิตเสริมที่โจทก์ออกให้จำเลยที่ 2 นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวก็มิใช่สัญญาค้ำประกันที่จะผูกพันจำเลยที่ 2 ในอันที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม โดยเห็นได้ชัดว่าการทำบัตรเครดิตหลักและบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์มุ่งหมายให้ผู้ใช้บัตรเครดิตหลัก ซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือกว่าผู้ใช้บัตรเครดิตเสริมเป็นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ระบุชัดให้ผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด ดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักจะต้องมีมากกว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตเสริม เพราะการที่โจทก์จะออกบัตรเครดิตให้บุคคลใดนั้น โจทก์มีเงื่อนไขว่า ผู้ขอออกบัตรเครดิตหลักนั้นจะต้องมีรายได้ที่สูงพอสมควร โดยจำเลยที่ 1 จะต้องมีเงินเดือนสูงตั้งแต่ 12,000 บาท เป็นต้นไป และรายได้ดังกล่าวจะต้องเป็นรายได้ประจำ หากเป็นนิติบุคคลก็จะต้องมีหลักฐานทางการค้าที่น่าเชื่อถือเพื่อเป็นหลักประกันที่จะเกิดหนี้เสียได้น้อย ส่วนการอนุมัติออกบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์จะพิจารณาดูจากเครดิตหรือความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการชำระหนี้จากผู้ถือบัตรหลักคือจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงอนุญาตในการออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 โดยลักษณะของสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ถึงเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 เองและของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเสริมเท่านั้น มิใช่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ผู้ถือบัตรเครดิตเสริมต้องมาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แม้ในเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในใบสมัครบัตรเสริมจะมีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่ข้อกำหนดในเอกสารคำขอเปิดบัตรเครดิตเสริมนั้นไม่ถือว่าผูกพันจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ข้อสัญญาดังกล่าวยังถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วย ประกอบกับจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตหลักในการก่อหนี้โดยตรงกับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้โดยตรงเพียงคนเดียวที่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ เช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันร่วมรับผิดกับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว-ถมรัตน์ เลิศไพรวัน) ศาลแขวงเชียงใหม่ - นางดรุณี สุรีฉัตรไชยยันต์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายณัฐพงศ์ วงศ์ศิวะวิลาส แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบพ.50/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ผบ7768/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ผบ2771/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
612990
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงเชียงใหม่",
        "judge": "นางดรุณี สุรีฉัตรไชยยันต์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายณัฐพงศ์ วงศ์ศิวะวิลาส"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960692"
    }
}
date
2560
deka_no
2765/2560
deka_running_no
2765
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว",
    "ถมรัตน์ เลิศไพรวัน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 297"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมศักดิ์ สกุลเย็น กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 264,913.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 227,059.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 230,447.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 227,059.49 บาท นับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการค้าส่งและค้าปลีกรวมทั้งการให้กู้ยืมเงิน การออกบัตรเครดิตโดยใช้ชื่อว่า "บัตรเครดิต เทสโก้ โลตัส" ให้แก่ลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 จำเลยที่ 1 สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกับโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมผูกพันและปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์ และตกลงจะชำระหนี้เงินคืนให้แก่โจทก์ในการซื้อสินค้าหรือบริการ โดยโจทก์ทดรองจ่ายเงินไปก่อนแล้วจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ในภายหลังพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม โดยโจทก์ออกบัตรเครดิตให้จำเลยที่ 1 เลขที่ 4093 3801 0648XXXX และจำเลยที่ 1 ได้ซื้อสินค้าและใช้บริการผ่านบัตรเครดิตของโจทก์ ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 จำเลยที่ 1 ได้ร้องขอให้โจทก์ออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 และโจทก์ได้ออกบัตรเครดิตให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบัตรเสริมเลขที่ 4093 3801 0653XXXX และจำเลยที่ 2 ก็ได้ใช้บัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรเสริมดังกล่าวด้วยและจำเลยทั้งสองค้างชำระหนี้เงินอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2552 เป็นเงินต้น 227,059.49 บาท ค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 6,792.26 บาท โดยหนี้ดังกล่าวเกิดจากการใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าเป็นเพียงผู้ถือบัตรเสริม จึงไม่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสาร ซึ่งเป็นเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นคู่สัญญาและมีข้อกำหนดในข้อ 1 ระบุว่า สมาชิกบัตรหลักและสมาชิกบัตรเสริมตามที่ปรากฏในใบสมัครจะต้องผูกพันร่วมกันในฐานะลูกหนี้ร่วมรับผิดชอบชำระหนี้ค่าสินค้าและหรือบริการอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตรวมทั้งค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวนั้นมิใช่นิติกรรมประเภทสัญญาที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม เพราะสัญญาบัตรเครดิตนั้นสามารถแยกการใช้จ่ายได้ระหว่างบัตรหลักคือบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 กับบัตรเสริมหรือบัตรเครดิตเสริมที่โจทก์ออกให้จำเลยที่ 2 นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวก็มิใช่สัญญาค้ำประกันที่จะผูกพันจำเลยที่ 2 ในอันที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม โดยเห็นได้ชัดว่าการทำบัตรเครดิตหลักและบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์มุ่งหมายให้ผู้ใช้บัตรเครดิตหลัก ซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือกว่าผู้ใช้บัตรเครดิตเสริมเป็นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ระบุชัดให้ผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด ดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักจะต้องมีมากกว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตเสริม เพราะการที่โจทก์จะออกบัตรเครดิตให้บุคคลใดนั้น โจทก์มีเงื่อนไขว่า ผู้ขอออกบัตรเครดิตหลักนั้นจะต้องมีรายได้ที่สูงพอสมควร โดยจำเลยที่ 1 จะต้องมีเงินเดือนสูงตั้งแต่ 12,000 บาท เป็นต้นไป และรายได้ดังกล่าวจะต้องเป็นรายได้ประจำ หากเป็นนิติบุคคลก็จะต้องมีหลักฐานทางการค้าที่น่าเชื่อถือเพื่อเป็นหลักประกันที่จะเกิดหนี้เสียได้น้อย ส่วนการอนุมัติออกบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์จะพิจารณาดูจากเครดิตหรือความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการชำระหนี้จากผู้ถือบัตรหลักคือจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงอนุญาตในการออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 โดยลักษณะของสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ถึงเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 เองและของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเสริมเท่านั้น มิใช่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ผู้ถือบัตรเครดิตเสริมต้องมาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แม้ในเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในใบสมัครบัตรเสริมจะมีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่ข้อกำหนดในเอกสารคำขอเปิดบัตรเครดิตเสริมนั้นไม่ถือว่าผูกพันจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ข้อสัญญาดังกล่าวยังถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วย ประกอบกับจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตหลักในการก่อหนี้โดยตรงกับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้โดยตรงเพียงคนเดียวที่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ เช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันร่วมรับผิดกับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ผบ7768/2552
primary_red_case_no
ผบ2771/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000191.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบพ.50/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560